สตง. แจงผลสอบ Thai PBS พบเบิกจ่ายผิดรวม 85 ล้านบาท สั่งชดใช้-สอบวินัย 10 ราย

สตง. แจงผลสอบ Thai PBS พบเบิกจ่ายผิดรวม 85 ล้านบาท สั่งชดใช้-สอบวินัย 10 ราย

สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แถลงผลการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) ช่วงปีงบประมาณ 2565–2568 วงเงินรวม 5,094.56 ล้านบาท พบข้อบกพร่องในการจ้างผลิตรายการและการจ่ายค่าตอบแทนพิธีกรและผู้ร่วมรายการ คิดเป็นความเสียหายรวมประมาณ 85.22 ล้านบาท สตง. สั่งให้ชดใช้และดำเนินการทางวินัยกับพนักงาน 10 ราย เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ณ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน กรุงเทพฯ

Key facts

พบข้อบกพร่องอะไรบ้าง

นายสุทธิพงษ์ บุญนิธิ โฆษกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน เปิดเผยว่า สตง. ได้รับหนังสือร้องเรียนจากบุคลากรภายในไทยพีบีเอสเกี่ยวกับการใช้จ่ายงบประมาณที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และมติคณะรัฐมนตรี จึงแต่งตั้งคณะทำงานบูรณาการตรวจสอบตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม 2569 แบ่งการตรวจสอบเป็น 3 ด้าน

ด้านที่ 1 การตรวจสอบผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพการดำเนินงาน รายงานเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 พบว่าแม้ภาพรวมบรรลุตัวชี้วัด (KPI) แต่บางตัวชี้วัดขาดความต่อเนื่อง มีการปรับเปลี่ยนไปมา เช่น สลับระหว่าง PSI Ranking กับ PSI Market Share และขาดการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเมื่อไม่บรรลุเป้าหมาย โดยใช้วิธีเปลี่ยนตัวชี้วัดแทนการแก้ไขปัญหา ระบบจัดเก็บและบริหารจัดการรายการ (BMP และ BMS) ยังไม่ครอบคลุมช่องทางออนไลน์ครบถ้วน และใช้ระบบแยกส่วนตามสำนักต่าง ๆ สตง. เสนอให้ไทยพีบีเอสจัดทำแผนพัฒนาสถาปัตยกรรมข้อมูลกลางดิจิทัลและเชื่อมโยงการจัดสรรงบประมาณกับผลสัมฤทธิ์ที่แท้จริง

ด้านที่ 2 การตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงิน รายงานเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569 พบว่าการจ้างผลิตรายการ "ข่าวเจาะย่อโลก" ช่วงปี 2560–2567 ใช้วิธีเฉพาะเจาะจงกับบริษัทแห่งหนึ่งต่อเนื่อง ขัดต่อพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 และพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 เนื่องจากมีลักษณะเพียงจ้างใช้อุปกรณ์และไม่ได้เปิดโอกาสให้แข่งขันราคาอย่างเป็นธรรมโดยไม่มีเหตุอันสมควร คิดเป็นความเสียหายประมาณ 15 ล้านบาท

นอกจากนี้ การจ่ายค่าตอบแทนพิธีกร ผู้ดำเนินรายการ แขกรับเชิญ และผู้ร่วมรายการ ปีงบประมาณ 2566–2567 ไม่มีระเบียบหรือหลักเกณฑ์รองรับการเบิกจ่ายที่ถูกต้อง โดยเฉพาะหลังประกาศใช้ระเบียบการเงินฯ พ.ศ. 2567 (มีผล 20 กันยายน 2567) แต่ไม่มีการออกหลักเกณฑ์รองรับ ทำให้การเบิกจ่ายในปี 2567 ขัดต่อพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังฯ คิดเป็นความเสียหายประมาณ 65 ล้านบาท รวมความเสียหายทั้งสองส่วนประมาณ 85 ล้านบาท

ด้านที่ 3 การตรวจสอบความผิดเฉพาะบุคคลและการใช้ทรัพย์สินองค์กร อยู่ระหว่างสรุปความเห็นเพื่อออกรายงาน โดยตรวจสอบประเด็นผู้บริหารใช้รถส่วนกลางซ้อนทับกับการได้รับเงินค่าตอบแทนรถประจำตำแหน่ง (Car Allowance) โดยที่ไทยพีบีเอสยังไม่มีระเบียบการใช้รถส่วนกลางรองรับอย่างถูกต้อง

ไทยพีบีเอสตั้งคำถามอะไรกลับ

ไทยพีบีเอสชี้แจงข้อสังเกตของ สตง. และตั้งคำถามถึงกระบวนการตรวจสอบ โดยระบุว่าเป็นข้อมูลหลุดและในฐานะหน่วยรับตรวจยังไม่ได้รับเอกสารดังกล่าว อีกทั้งยังเปิดเผยเอกสารของ สตง. ที่ส่งถึงไทยพีบีเอสให้กำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชนในสังกัด กรณีการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์ตึก สตง. ถล่ม

ทั้งสองหน่วยงานตัดสินใจจัดแถลงในวันเดียวกันแต่คนละเวลา โดยฝั่ง สตง. แถลงผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงของไทยพีบีเอส ขณะที่ไทยพีบีเอสชี้แจงต่อเนื่องกรณีที่ถูกตรวจสอบ รวมถึงประเด็นการจัดซื้อจัดจ้างและประเด็นการเสนอแก้ไขพระราชบัญญัติไทยพีบีเอส

สตง. ตอบ 3 ปมใหญ่

ในการแถลงข่าว สตง. ตอบคำถามสื่อมวลชน 3 ประเด็นหลัก ประเด็นแรก เอกสารหลุดก่อนการแถลง สตง. ชี้แจงว่าเอกสารที่ปรากฏตามสื่อเป็นเพียงร่างเอกสารการทำงานธุรการภายในที่ยังไม่สมบูรณ์และยังไม่ได้ประทับตรารับหนังสืออย่างเป็นทางการ โดยรายงานฉบับสมบูรณ์ที่เป็นหนังสือชั้น "ลับ" ลงนามและส่งถึงไทยพีบีเอสอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569 ประธานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ได้สั่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงแล้วว่าเอกสารหลุดออกไปได้อย่างไรและใครต้องรับผิดชอบ

ประเด็นที่สอง จังหวะเวลาของการแถลง สตง. ระบุว่าไม่ได้เป็นการแถลงเพื่อตอบโต้หรือมีมิติทางการเมือง/การกลั่นแกล้ง คณะทำงานตรวจสอบบูรณาการได้รับการแต่งตั้งตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม 2569 ตามแผนงานปกติหลังได้รับหนังสือร้องเรียน ไม่ได้เพิ่งตั้งขึ้นเพื่อสอดรับกับกระแสข่าวแก้ไขกฎหมายไทยพีบีเอส การตรวจสอบเป็นการระบุความผิดเฉพาะบุคคลตามข้อร้องเรียน ไม่ได้มีเจตนาทำลายหรือดิสเครดิตภาพรวมขององค์กร

ประเด็นที่สาม กรณีหนังสือเตือนการเสนอข่าวตึก สตง. ถล่ม สตง. ชี้แจงว่าในช่วงเดือนมีนาคม 2569 พบว่ามีข้อมูลบางคลิปคลาดเคลื่อน จึงทำหนังสือขอความร่วมมือและชี้แจงตามปกติ ซึ่งไทยพีบีเอสได้ตอบกลับว่าได้ดำเนินการตามที่ขอความร่วมมือแล้ว

ขั้นตอนต่อไป

สตง. แจ้งให้ไทยพีบีเอสดำเนินการตั้งคณะกรรมการสอบสวนผู้รับผิดชอบทางละเมิดเพื่อชดใช้ความเสียหาย และสอบสวนวินัยผู้เกี่ยวข้องภายในกรอบเวลา 120 วัน (ขยายได้ไม่เกิน 240 วัน) หากผลการสอบสวนพบหลักฐานน่าเชื่อว่าเป็นการทุจริตหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เช่น ความผิดตามมาตรา 157 สตง. จะส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการไต่สวนต่อไป

สำหรับผู้อ่านในประเทศไทย กรณีนี้สะท้อนความสำคัญของการกำกับดูแลเงินสาธารณะในองค์กรสื่อของรัฐ และอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้ชมที่มีต่อไทยพีบีเอส รวมถึงทิศทางการแก้ไขพระราชบัญญัติไทยพีบีเอสที่กำหนดให้เปลี่ยนแหล่งงบประมาณจากภาษีบาปปีละ 2,000 ล้านบาทสู่ระบบงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งจะมีการพิจารณาต่อไปในอนาคต

ข่าวอื่น ๆ

Sitemap