แอมเนสตี้เตือนคดีหมิ่นประมาททางอาญากระทบภาพลักษณ์นิติธรรมไทย

แอมเนสตี้เตือนคดีหมิ่นประมาททางอาญากระทบภาพลักษณ์นิติธรรมไทย

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 เรียกร้องให้รัฐบาลไทยยุติการใช้คดีหมิ่นประมาททางอาญาเป็นเครื่องมือปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นของประชาชน หลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล ยื่นฟ้องนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ นักปกป้องสิทธิมนุษยชน ในข้อหาหมิ่นประมาททางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 และ 328 โดยศาลกำหนดไต่สวนมูลฟ้องในวันที่ 14 ธันวาคม 2569

Key facts

ทำไมคดีนี้จึงสำคัญต่อสังคม?

นายยิ่งชีพเป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ทำงานด้านการปฏิรูปกฎหมายและการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน การแถลงข่าวที่รัฐสภาเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 มีการกล่าวถึงนักการเมือง 9 คน รวมถึงนายอนุทิน และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทยว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับความผิดปกติในการเลือก สว. ปี 2567

ด้านนายอนุทินปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยระบุว่าข้อความที่นายยิ่งชีพกล่าวในการแถลงข่าวเป็นเท็จและทำให้ตนเสียชื่อเสียง อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาเหล่านี้เคยเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนคณะที่ 26 ของ กกต. ซึ่งเคยมีความเห็นว่าควรดำเนินคดีกับนายอนุทินต่อศาลฎีกา ก่อนที่ กกต. จะมีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ไม่ดำเนินคดีเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569

ยูฮานี เจ๊ะกา ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย กล่าวว่า การแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะควรได้รับการคุ้มครอง ไม่ใช่ถูกลงโทษ "การที่ประเทศไทยยึดมั่นในหลักนิติธรรมจะสะท้อนให้เห็นได้จากการที่ประชาชนสามารถใช้สิทธิและแสดงความคิดเห็นได้อย่างปลอดภัย แม้ว่าความคิดเห็นเหล่านั้นจะเป็นการตั้งคำถามหรือวิพากษ์วิจารณ์ผู้มีอำนาจสูงสุดของประเทศก็ตาม"

ผลกระทบต่อประชาชนทั่วไปคืออะไร?

แอมเนสตี้ระบุว่า เมื่อผู้นำรัฐบาลใช้การฟ้องคดีอาญากับผู้ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้ถูกฟ้องเท่านั้น แต่ยังอาจทำให้ประชาชนคนอื่นไม่กล้าแสดงความคิดเห็นหรือตั้งคำถามในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกคนมีสิทธิรับรู้

องค์กรสิทธิมนุษยชนแห่งนี้ยังชี้ว่าคดีนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการใช้กระบวนการยุติธรรมโดยมิชอบเพื่อดำเนินคดีกับผู้วิพากษ์วิจารณ์ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องและเป็นแบบแผน โดยการดำเนินคดีลักษณะนี้อาจสร้างภาระทางการเงินและแรงกดดันด้านจิตใจอย่างมากต่อผู้ถูกดำเนินคดี

ประเทศไทยมีมาตรการป้องกันการใช้คดีความกลั่นแกล้งอยู่แล้วบางส่วน โดยมาตรา 161/1 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ให้อำนาจศาลยกฟ้องคดีอาญาที่ประชาชนเป็นผู้ฟ้อง หากพบว่าเป็นการฟ้องโดยไม่สุจริต ขณะที่คำแนะนำของประธานศาลฎีกาซึ่งเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ได้กำหนดแนวทางให้ศาลใช้พิจารณาคดีลักษณะดังกล่าว

กระทรวงยุติธรรมยังอยู่ระหว่างจัดทำร่างกฎหมายเพื่อป้องกันการฟ้องคดีปิดปาก หรือ SLAPPs ซึ่งหมายถึงการใช้คดีความเป็นเครื่องมือข่มขู่หรือปิดกั้นไม่ให้ประชาชนแสดงความคิดเห็น ตรวจสอบการใช้อำนาจ หรือมีส่วนร่วมในเรื่องประโยชน์สาธารณะ การที่นายกรัฐมนตรีฟ้องนายยิ่งชีพในข้อหาหมิ่นประมาททางอาญาจึงถูกมองว่าสวนทางกับความพยายามในการปฏิรูปกฎหมายดังกล่าว

เวทีโลกกับภาพลักษณ์ไทย

ข้อที่ 19 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองกำหนดให้การจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกต้องมีกฎหมายรองรับ มีวัตถุประสงค์ที่ชอบธรรม จำเป็นและได้สัดส่วน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติย้ำว่าบุคคลสาธารณะรวมถึงผู้นำรัฐบาลย่อมถูกวิจารณ์ได้ และเรียกร้องให้รัฐพิจารณายกเลิกความผิดทางอาญาฐานหมิ่นประมาท โดยการจำคุกไม่ใช่บทลงโทษที่เหมาะสมไม่ว่าในกรณีใด

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยกำลังอยู่ระหว่างกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ซึ่งกำหนดให้ต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการเคารพหลักนิติธรรมและสิทธิมนุษยชนผ่านการปฏิบัติจริง ประกอบกับการเตรียมเข้ารับการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนภายใต้กลไก Universal Periodic Review รอบที่ 4 ในเดือนพฤศจิกายน 2569 ซึ่งเปิดให้ประเทศสมาชิกสหประชาชาติตรวจสอบและให้ข้อเสนอแนะต่อสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของแต่ละประเทศ

ทั้งสองกระบวนการจึงถูกมองว่าเป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยจะแสดงให้เห็นว่าประชาชนสามารถใช้สิทธิแสดงความคิดเห็น ตั้งคำถาม และตรวจสอบการใช้อำนาจในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะได้อย่างปลอดภัยและได้รับการคุ้มครองอย่างเป็นรูปธรรม

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เรียกร้องให้ทางการไทยยกเลิกกฎหมายที่กำหนดให้การหมิ่นประมาทเป็นความผิดทางอาญา และมีมาตรการที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันไม่ให้มีการนำคดีอาญาหรือคดีแพ่งมาใช้เป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งหรือปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นของประชาชน ไม่ว่าผู้ฟ้องคดีจะเป็นบุคคลทั่วไป เอกชน หรือหน่วยงานรัฐ พร้อมย้ำว่ากระบวนการยุติธรรมที่เป็นอิสระมีความสำคัญต่อการคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชน

ขั้นตอนต่อไปของคดีนี้คือการไต่สวนมูลฟ้องที่ศาลกำหนดไว้ในวันที่ 14 ธันวาคม 2569 เพื่อพิจารณาว่าคดีมีมูลเพียงพอที่จะรับไว้พิจารณาหรือไม่ ขณะที่การทบทวนสิทธิมนุษยชนภายใต้กลไก UPR รอบที่ 4 จะเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2569 ซึ่งจะเป็นช่วงเวลาที่ประชาคมระหว่างประเทศจับตาท่าทีของไทยต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

ข่าวอื่น ๆ

Sitemap