ปิดทองหลังพระฯ พลิกชุมชนห้วยม่วง เชียงใหม่ จากสวนส้มสารเคมีสู่อินทรีย์น้ำดี

ปิดทองหลังพระฯ พลิกชุมชนห้วยม่วง เชียงใหม่ จากสวนส้มสารเคมีสู่อินทรีย์น้ำดี

สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ นำชุมชนห้วยม่วง อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ พลิกฟื้นจากปัญหาหนี้สินและสารเคมีในเลือด ด้วยการฟื้นอ่างเก็บน้ำพระราชดำริและส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ จนหมู่บ้านแห่งนี้ได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 10 พื้นที่ต้นแบบบูรณาการการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ เนื่องในวาระ 100 ปีชาตกาลรัชกาลที่ 9 ในปี 2570

Key facts

ชาวบ้านป่วยเพราะสารเคมี

ย้อนไปในปี 2540 ชาวบ้านห้วยม่วงซึ่งมีรายได้หลักจากการเกษตรเห็นว่าพื้นที่อื่นปลูกส้มสายน้ำผึ้งแล้วขายได้ราคาดี จึงเปลี่ยนจากการปลูกข้าวโพดมาทำสวนส้มตาม แต่การปลูกส้มต้องพึ่งพาสารเคมีเป็นหลัก ก่อนปี 2559 ชุมชนเผชิญปัญหาหนี้สิน ราคาผลผลิตตกต่ำ และรายได้ไม่คุ้มทุน

ผลกระทบที่หนักที่สุดคือสุขภาพ ราวปี 2550 เป็นต้นมา ชาวบ้านเริ่มมีอาการตื่นนอนแล้วไม่มีแรง แต่ตรวจที่โรงพยาบาลในอำเภอและจังหวัดก็ไม่พบสาเหตุ จนกระทั่งไปตรวจที่โรงพยาบาลสวนดอก เชียงใหม่ จึงพบสารเคมีในเลือดจำนวนมาก แพทย์วินิจฉัยว่าน่าจะได้รับสารเคมีจากการเกษตร สารเคมีที่ใช้มาหลายปีไม่เพียงทำลายดิน แต่ยังแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายของชาวบ้านด้วย

ปัญหาของชุมชนจึงซ้อนกันอยู่สามเรื่อง คือ แหล่งน้ำขาดแคลน การทำมาหากิน และสุขภาพ ซึ่งกว่าหนึ่งทศวรรษต่อมา หมู่บ้านแห่งนี้ได้กลายเป็น 1 ใน 10 พื้นที่ต้นแบบบูรณาการการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ เนื่องในวาระ 100 ปีชาตกาลรัชกาลที่ 9 ในปี 2570 เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา

นายกฤษฎา บุญราช ประธานสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ กล่าวว่า สถาบันเข้าทำงานในพื้นที่ตั้งแต่ปี 2564 โดยใช้แนวทาง “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ขั้นแรกคือพาผู้นำชุมชนและตัวแทนเกษตรกรไปเรียนรู้ที่โครงการร้อยใจรักษ์ ตามพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ซึ่งมีวิทยากรอธิบายเรื่องดิน การพัฒนาแหล่งน้ำ และการดูแลสุขภาพ ชาวบ้านใช้เวลาอบรมเกือบหนึ่งเดือน

“พอชาวบ้านเริ่มมีความเข้าใจแล้ว สถาบันปิดทองหลังพระก็ลงพื้นที่พร้อมกับหน่วยงานราชการ ส่วนใหญ่เป็นของอำเภอแม่อาย มาสำรวจว่าปัญหาแหล่งน้ำอยู่ตรงไหน” นายกฤษฎากล่าว

ผลสำรวจพบว่าหมู่บ้านมีอ่างเก็บน้ำโครงการพระราชดำริที่สร้างไว้ตั้งแต่ปี 2526 แต่ไม่มีใครดูแล อ่างยังใช้งานได้แต่ศักยภาพไม่เต็มที่ เพราะตื้นเขินมาก คลองส่งน้ำก็ตื้นเขินเช่นกัน ร่วมลงทุนฟื้นน้ำ

การแก้ปัญหาใช้รูปแบบร่วมลงทุน โดยกรมชลประทานสนับสนุนงบประมาณ 60% องค์การบริหารส่วนตำบลสมทบ 40% และส่วนที่เหลือเป็นแรงงานของชาวบ้าน สถาบันปิดทองหลังพระทำหน้าที่ประสานงาน เจรจากับบริษัทปูนซีเมนต์และเหล็กให้ขายวัสดุในราคาถูก และนำช่างอาสามาออกแบบปรับปรุงอ่างเก็บน้ำและคลองส่งน้ำ โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2564

เมื่อมีน้ำใช้ได้ดีแล้ว ปัจจุบันชุมชนมีกิจกรรมหลากหลาย เช่น เพาะเห็ด ปลูกผักอินทรีย์ส่งโครงการหลวงหมอกจ๋าม ซึ่งได้รับมาตรฐาน GAP และการรับรองอินทรีย์ PGS มีการตรวจสารเคมีในเลือดทุกปี และรวมตัวกันเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน นอกจากนี้ยังมีอาชีพทางเลือกอย่างเลี้ยงปลาในกระชัง ปลูกไม้ผลอย่างเสาวรส และไม้ดอกไม้ประดับ กติกาชุมชนลดสารเคมี

นายกฤษฎาอธิบายว่า การลดสารเคมีที่ห้วยม่วงเป็นกติกาที่ชุมชนกำหนดเอง สิ่งสำคัญคือทุกคนต้องรักษากติกา ไม่แอบใช้กันเป็นรายบ้าน เพราะจะทำลายกติการ่วมของทั้งหมู่บ้าน วิธีสร้างความเข้าใจคือพาชาวบ้านไปดูพื้นที่ที่ใช้สารเคมีมากกับพื้นที่ที่ไม่ใช้

เมื่อถูกถามถึงการบริหารจัดการน้ำท่ามกลางสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง นายกฤษฎาชี้ว่า พื้นที่รอบห้วยม่วงเป็นที่สูง และปัจจุบันมีสภาพเขียวขึ้น เดิมการปลูกมันสำปะหลังและข้าวโพดเป็นการบุกรุกป่า แต่เมื่อเปลี่ยนมาทำแปลงผัก ไม้ดอก และปศุสัตว์ การบุกรุกป่าก็ลดลง

“เมื่อป่ายังมีอยู่ความชุ่มชื้นก็อยู่ ผลกระทบจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงก็จะน้อยลง เวลาเกิดดินสไลด์หรือน้ำหลาก ก็จะมีต้นไม้คอยรับคอยสกัดกั้น ธรรมชาติก็จะช่วยธรรมชาติ” นายกฤษฎากล่าว

สำหรับผู้อ่านในไทย กรณีห้วยม่วงสะท้อนต้นทุนสุขภาพจากสารเคมีเกษตรที่ครัวเรือนต้องแบกรับเอง ขณะที่การฟื้นแหล่งน้ำขนาดเล็กด้วยการร่วมทุนระหว่างราชการและชุมชนเป็นแนวทางที่นำไปปรับใช้กับพื้นที่อื่นได้

ทั้งนี้ ชุมชนห้วยม่วงจะเดินหน้าต่อยอดกิจกรรมเกษตรอินทรีย์และการตรวจสารเคมีในเลือดประจำปีควบคู่กันไป โดยมีเป้าหมายตามที่ระบุไว้คือการเป็น 1 ใน 10 พื้นที่ต้นแบบบูรณาการการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ เนื่องในวาระ 100 ปีชาตกาลรัชกาลที่ 9 ในปี 2570

ข่าวอื่น ๆ

Sitemap