
- เศรษฐกิจ
- กองบรรณาธิการ
ท่ามกลางความพยายามฟื้นความเชื่อมั่นของตลาดหุ้นไทย คำถามสำคัญไม่ได้อยู่แค่ว่านักลงทุนต่างชาติจะกลับมาซื้อหุ้นไทยมากน้อยเพียงใด แต่ยังรวมถึงประเทศไทยจะสร้างฐานเงินลงทุนระยะยาวให้แข็งแกร่งได้อย่างไร โดย "ยศกร ฟอลเล็ต" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เอ็กซ์สปริง จำกัด (XSpring AM) มองว่าการพัฒนาตลาดทุนไทยในระยะยาวไม่ควรฝากความหวังไว้กับมาตรการลดหย่อนภาษีที่กระตุ้นให้ประชาชนเข้ามาลงทุนเฉพาะช่วงปลายปี แต่ควรสร้างระบบที่ส่งเสริมให้เกิดการออมและการลงทุนอย่างต่อเนื่อง
เดิมพันความหวังผ่าน TISA
หนึ่งในเครื่องมือที่มีศักยภาพคือโครงการบัญชีการออมส่วนบุคคล (TISA) ซึ่งหากออกแบบให้ประชาชนสามารถเลือกลงทุนในสินทรัพย์ได้หลากหลาย ไม่จำกัดเฉพาะหุ้นหรือตราสารหนี้ ก็จะช่วยให้ผู้ลงทุนจัดสรรเงินตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ รวมถึงปรับพอร์ตให้เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัย โดยมีแนวคิดใกล้เคียงกับระบบ 401(k) ของสหรัฐอเมริกาที่ส่งเสริมการออมเพื่อเกษียณ แม้รูปแบบและกลไกของทั้งสองระบบจะไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด
"ยศกร" กล่าวว่า การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีย่อมมีต้นทุนจากรายได้ที่ภาครัฐต้องสูญเสียไป จึงต้องพิจารณาว่าเม็ดเงินที่เข้าสู่ระบบจะสร้างประโยชน์กลับคืนมาได้มากเพียงใด ทั้งในแง่การเพิ่มเงินออมของประชาชน การสร้างแหล่งเงินทุนให้ภาคธุรกิจ และการลดความผันผวนของตลาดหุ้น ซึ่งแม้การเริ่มใช้มาตรการ TISA จะเลื่อนออกไปเป็นปีหน้า แต่หากสามารถผลักดันให้เกิดขึ้นได้จริง เชื่อว่าจะช่วยดึงเม็ดเงินลงทุนระยะยาวเข้าสู่ตลาดทุนไทยได้มากขึ้น และเป็นอีกกลไกสำคัญในการสร้างฐานเงินลงทุนที่มั่นคงในระยะยาว
อีกประเด็นที่น่าจับตาคือความเป็นไปได้ที่ภาครัฐจะนำแนวคิดกองทุนโครงสร้างพื้นฐานในลักษณะเดียวกับ Thailand Future Fund (TFFIF) กลับมาใช้ระดมทุน โดยนำสินทรัพย์ของรัฐที่ก่อสร้างแล้วและสามารถสร้างรายได้ เช่น ถนนหรือทางด่วน มาเป็นสินทรัพย์รองรับการลงทุน
สัญญาณต่างชาติหนุนน้ำหนักลงทุน
"ยศกร" ระบุว่า ความหวังในการฟื้นตัวของตลาดหุ้นไทยไม่ได้มีเพียงมาตรการภาครัฐเท่านั้น เพราะทิศทางเงินทุนต่างชาติเริ่มส่งสัญญาณเชิงบวก หลังจากไหลออกต่อเนื่องตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา แม้เงินทุนที่กลับเข้ามาตั้งแต่ต้นปี 2569 จะยังไม่สามารถชดเชยยอดไหลออกสะสมทั้งหมด แต่ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ช่วยสร้างบรรยากาศการลงทุนให้ดีขึ้น
สัญญาณดังกล่าวทำให้ XSpring AM ปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นไทย จากเดิมที่ให้น้ำหนักต่ำกว่าปกติ (Underweight) กลับมาอยู่ที่ระดับปกติ (Neutral) โดยมองว่าดัชนีบริเวณ 1,580-1,600 จุด ยังไม่ได้อยู่ในระดับที่แพงหรือถูกเกินไปเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต ขณะที่อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเฉลี่ย 3-3.5% ต่อปี ยังเป็นปัจจัยช่วยรองรับการลงทุน
สำหรับกลยุทธ์ในไตรมาส 4/2569 "ยศกร" กล่าวว่า XSpring AM ให้น้ำหนักกับหุ้นกลุ่มบริโภคที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล รวมถึงกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีที่อาจได้รับแรงสนับสนุนจากนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ ส่วนหุ้นกลุ่มธนาคาร แม้ยังมีจุดเด่นด้านเงินปันผล แต่จำเป็นต้องเลือกลงทุนเป็นรายบริษัท เนื่องจากราคาหุ้นบางแห่งปรับตัวขึ้นมาแล้ว อีกทั้งยังต้องติดตามผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมที่อาจส่งผลต่อคุณภาพสินเชื่อ โดยเฉพาะผลประกอบการไตรมาส 3/2569 หากธนาคารสามารถรักษาระดับรายได้และควบคุมหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ไม่ให้เพิ่มขึ้นมาก ก็อาจเป็นปัจจัยดึงดูดให้นักลงทุนต่างชาติกลับมาให้ความสนใจหุ้นกลุ่มนี้อีกครั้ง
จับตาแรงขาย LTF และหุ้น IPO
อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของตลาดหุ้นไทยยังมีแรงกดดันที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะแรงขายจากกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) เดิมที่ครบเงื่อนไขการถือครอง ซึ่งหากดัชนีปรับขึ้นไปบริเวณ 1,620-1,630 จุด อาจเห็นนักลงทุนบางส่วนทยอยขายทำกำไร แม้ขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินขนาดเม็ดเงินที่จะไหลออกได้ชัดเจน
ปัญหาที่น่ากังวลยิ่งกว่าแรงขายระยะสั้น คือการที่ตลาดหุ้นไทยมีน้ำหนักในดัชนีหุ้นโลกปรับลดลง เนื่องจากตลาดหุ้นประเทศอื่นมีมูลค่าตลาดเติบโตเร็วกว่าประเทศไทย ส่งผลให้กองทุนต่างชาติที่ลงทุนอ้างอิงดัชนีต้องปรับลดสัดส่วนการถือครองหุ้นไทยตามไปด้วย
"ในช่วงประมาณ 3 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยยังขาดหุ้น IPO ขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพ และสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติได้ จึงจำเป็นต้องเร่งดึงบริษัทที่มีคุณภาพ มีธุรกิจเติบโต และมีธรรมาภิบาลที่ดีเข้าจดทะเบียน เพื่อเพิ่มความน่าสนใจและยกระดับความสามารถในการแข่งขันของตลาดทุนไทย"
ประเมิน SET สิ้นปี 1,600 จุด
ทั้งนี้ XSpring AM ประเมินดัชนี SET ปิดสิ้นปี 2569 บริเวณ 1,600 จุด ส่วนแนวโน้มปี 2570 หากไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเหนือความคาดหมาย มีโอกาสเห็นดัชนีปรับขึ้นไปแตะ 1,700 จุดได้
"ยศกร" กล่าวว่า แม้ตลาดการเงินโลกในปี 2570 ยังมีแนวโน้มเผชิญความผันผวนจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ ราคาพลังงาน และเงินเฟ้อ แต่สิ่งสำคัญคือการรักษาวินัยการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยจัดสรรสินทรัพย์ให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ เนื่องจากการถือเงินสดหรือฝากเงินในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าเงินเฟ้อ อาจทำให้มูลค่าที่แท้จริงของเงินลดลง
สำหรับนักลงทุนไทย ประเด็น TISA และ TFFIF ถือเป็นโจทย์ที่ต้องจับตาว่าภาครัฐจะผลักดันออกมาในรูปแบบใด เพราะหากทำได้จริงจะเปิดทางเลือกการออมระยะยาวที่หลากหลายขึ้น นอกเหนือจากกองทุนลดหย่อนภาษีแบบเดิมที่ผูกกับรอบปีภาษี ขณะที่การฟื้นตัวของดัชนี SET ยังต้องอาศัยทั้งแรงหนุนจากต่างชาติและคุณภาพของบริษัทจดทะเบียนรุ่นใหม่เป็นตัวชี้ขาด
— The 2026 Moutai Night in Seoul brought together political, business and cultural guests on October 25, using Qi Purple, Miao craft and baijiu culture as a bridg
— American golfer John Catlin closed with a 64 to win the 2026 Link Hong Kong Open at Fanling by five strokes, as Premier Partner Moutai brought Jiang-aroma baiji