WEF ชี้ 'ภูมิรัฐศาสตร์-ข้อมูลเท็จ' ความเสี่ยงอันดับ 1 โลกกังวลมากกว่าศรษฐกิจ

WEF ชี้ 'ภูมิรัฐศาสตร์-ข้อมูลเท็จ' ความเสี่ยงอันดับ 1 โลกกังวลมากกว่าศรษฐกิจ

รายงาน The Global Risks Report ฉบับล่าสุดของ World Economic Forum (WEF) เปิดเผยว่า ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกกว่า 1,300 คน จากแวดวงธุรกิจ วิชาการ ภาครัฐ องค์กรระหว่างประเทศ และภาคประชาสังคม มองว่าความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และข้อมูลเท็จเป็นความเสี่ยงที่นักกังวลมากที่สุดในอีก 2 ปีข้างหน้า มากกว่าปัญหาเศรษฐกิจโดยตรง

ความเสี่ยง 5 อันดับแรกปี 2026

รายงานฉบับนี้จำแนกความเสี่ยงออกเป็น 5 ด้าน ได้แก่ เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ภูมิรัฐศาสตร์ สังคม และเทคโนโลยี โดยในปี 2026 ความเสี่ยง 5 อันดับแรกที่ผู้เชี่ยวชาญกังวลมากที่สุด ได้แก่ ความขัดแย้งทางภูมิเศรษฐกิจ ข้อมูลเท็จและข้อมูลบิดเบือน การแบ่งแยกทางสังคม สภาพภูมิอากาศสุดขั้ว และความขัดแย้งทางอาวุธที่มีรัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง

เศรษฐกิจยังสำคัญ แต่ถูกครอบด้วยปัจจัยอื่น

Derek Heng ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Marsh ประจำภูมิภาคอาเซียน ซึ่งเป็นบริษัทนายหน้าประกันภัยและที่ปรึกษาด้านการบริหารความเสี่ยง กล่าวว่า ผลสำรวจดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าผู้เชี่ยวชาญเลิกกังวลเรื่องเศรษฐกิจ แต่เป็นเพราะปัจจุบันความเสี่ยงทุกด้านเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจไปหมดแล้ว

Heng ยกตัวอย่างความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ว่า สงครามที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน ต้นทุน และเงินเฟ้อ ทำให้ปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้ถูกขับเคลื่อนโดยเศรษฐกิจโดยตรงอีกต่อไป แต่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งระหว่างประเทศมากกว่า

นอกจากนี้ Heng ยังชี้ว่า ผลสำรวจดังกล่าวสะท้อนเพียงมุมมองระยะสั้นของผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งมักสอดคล้องกับปัญหาที่โลกกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ขณะที่มุมมองระยะยาวอาจแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

ระยะยาว 'สิ่งแวดล้อม' ครองแชมป์ความกังวล

เมื่อถามถึงความเสี่ยงในอีก 10 ปีข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญกลับให้น้ำหนักกับประเด็นสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีมากกว่า โดย 5 อันดับแรก ได้แก่ สภาพภูมิอากาศสุดขั้ว การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและการล่มสลายของระบบนิเวศ การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญต่อระบบโลก ข้อมูลเท็จและข้อมูลบิดเบือน และผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์จากเทคโนโลยี AI

ในมุมของ Marsh ซึ่งให้คำปรึกษาด้านความเสี่ยงแก่ธุรกิจทั่วโลก บริษัทมองว่าการเปลี่ยนแปลงของโลกที่ซับซ้อนขึ้นเป็นเหตุผลให้ต้องยุบรวมธุรกิจ 4 แขนงเดิมมาเป็นชื่อ Marsh เพียงชื่อเดียว ประกอบด้วย Marsh Risk ด้านความเสี่ยงและการประกันภัย, Marsh Re ด้านการประกันภัยต่อและเงินทุน, Marsh People and Investments ด้านทรัพยากรมนุษย์และการลงทุน และ Oliver Wyman, a Marsh Business ด้านการให้คำปรึกษาการจัดการ

Heng อธิบายว่า การยุบรวมครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะทุกอย่างในโลกเชื่อมโยงกันหมด รวมถึงปัจจัยความเสี่ยงต่างๆ Marsh จึงต้องการให้ลูกค้าเข้าถึงบริการที่ครอบคลุมทุกด้านในที่เดียว

ไทยคือตลาดสำคัญ ลูกค้าเกิน 80% อยู่ใน SET 50

ในภาพรวม Marsh ทำรายได้จากธุรกิจทั่วโลกมากกว่า 9 แสนล้านบาทในปี 2025 ขณะที่ในประเทศไทยมีลูกค้ารวมกว่า 3,000 ราย โดย Heng ระบุว่าเกิน 80% ของธุรกิจในกลุ่ม SET 50 เป็นลูกค้าของบริษัท

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของ Marsh ในมุมของ Heng คือการทำให้ลูกค้าในภาคธุรกิจต่างๆ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก เห็นความสำคัญของการวางแผนรับมือความเสี่ยงมากกว่านี้ เพราะแม้หลายคนจะรู้ดีว่าความเสี่ยงคืออะไร แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะพร้อมจัดสรรทรัพยากรเพื่อรับมือล่วงหน้า

Marsh จึงเดินหน้าสร้างความตระหนักรู้ในแต่ละอุตสาหกรรม ตัวอย่างเช่น ช่วงน้ำท่วมกรุงเทพฯ ที่ผ่านมา Marsh People and Investments ได้จัดทำผลสำรวจ Thailand Flood Employee Support Survey 2026 เพื่อให้ธุรกิจใช้เป็นแนวทางวางแผนว่าหากเกิดภัยพิบัติซ้ำ บุคลากรต้องการความช่วยเหลือรูปแบบใด

ในยุคที่องค์กรจำนวนมากตระหนักถึงความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีมากขึ้น สอดคล้องกับรายงาน The Global Risks Report 2026 Marsh ระบุว่าพร้อมส่งมอบกลยุทธ์ให้องค์กรไทยทำงานร่วมกับ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมองว่า AI ควรเข้ามาเสริมศักยภาพมากกว่าทดแทนคน

สำหรับผู้อ่านในไทย ประเด็นนี้สะท้อนว่าความเสี่ยงระดับโลกไม่ได้ไกลตัวอีกต่อไป ทั้งสงคราม ข้อมูลเท็จ และสภาพภูมิอากาศ ล้วนส่งผ่านมาถึงต้นทุนธุรกิจและค่าครองชีพได้โดยตรง ขณะที่โครงสร้างการรับมือความเสี่ยงของภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะ SMEs ยังเป็นโจทย์ที่ต้องจับตาในปีต่อๆ ไป

ข่าวอื่น ๆ

Sitemap