Synology ชี้ธุรกิจไทยเร่งลงทุนระบบจัดเก็บข้อมูลรับ AI แต่มีเพียง 9.5% มั่นใจพร้อมรับมือภ…

Synology ชี้ธุรกิจไทยเร่งลงทุนระบบจัดเก็บข้อมูลรับ AI แต่มีเพียง 9.5% มั่นใจพร้อมรับมือภ…

ผลสำรวจของ Synology เปิดเผยว่า องค์กรไทยให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับ AI มากขึ้น แต่ยังมีช่องว่างด้านความพร้อม โดยมีเพียง 9.5% ที่มั่นใจอย่างมากว่าองค์กรพร้อมรับมือภัยคุกคามที่มาพร้อมกับ AI ขณะที่ 86% มองว่าโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI มีความสำคัญต่อประสิทธิภาพการทำงาน แต่มีเพียง 31.3% ที่มองว่า "สำคัญมาก"

ความปลอดภัยข้อมูลอุปสรรคอันดับหนึ่ง

ผลสำรวจ "The Synology 2026 Southeast Asia Business AI Transformation Survey" ระบุว่า 64.4% ของผู้ตอบแบบสำรวจในไทยมองว่า "ความปลอดภัย" และ "ความเป็นส่วนตัว" ของข้อมูลเป็นอุปสรรคสำคัญที่สุดต่อการนำ AI มาใช้ ตามด้วย "คุณภาพ" และ "ความพร้อมใช้งาน" ของข้อมูล 47.3% และ "ต้นทุน" การติดตั้งระบบ 33.7%

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า ต่อให้องค์กรมีเครื่องมือ AI ที่มีประสิทธิภาพ แต่หากข้อมูลยังไม่พร้อมใช้งาน หรือไม่สามารถนำข้อมูลมาใช้ได้อย่างปลอดภัย การขยาย AI ไปสู่การทำงานจริงก็อาจไม่คุ้มค่ากับเงินลงทุน

"แอนโทนี่ หยาง" หัวหน้าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Synology ระบุว่า การใช้ AI ในภาคธุรกิจกำลังเปลี่ยนจากการเลือกเครื่องมือมาเป็นการพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีช่วยสร้างผลลัพธ์ได้จริงแค่ไหน ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของ AI เพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการจัดเก็บ เข้าถึง และปกป้องข้อมูล ตลอดจนการทำให้ระบบกลับมาทำงานได้อย่างรวดเร็วเมื่อเกิดปัญหา

Synology จึงมองว่าองค์กรต้องเตรียมความพร้อม 3 ด้านไปพร้อมกัน ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล (Data Infrastructure) ความสามารถในการรับมือและฟื้นฟูระบบจากภัยคุกคาม (Cyber Resilience) และการใช้ AI ในที่ทำงานภายใต้การกำกับดูแลข้อมูล (AI Governance)

ยอดขายระบบจัดเก็บข้อมูลโตสองหลัก

"รหัท บุญตันจีน" ผู้จัดการประจำ Synology ประเทศไทย อธิบายว่า ความต้องการลงทุนในระบบจัดเก็บข้อมูล และโครงสร้างพื้นฐานที่องค์กรบริหารจัดการเองในไทยยังเติบโตต่อเนื่อง โดยยอดขายเติบโตในระดับสองหลัก แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะพบกับความท้าทาย

Synology จึงขยับบทบาทจากตลาดผู้ใช้ทั่วไปและผู้ใช้งานในบ้าน มาสู่ตลาดองค์กรที่ต้องการระบบจัดเก็บข้อมูลและแชร์ไฟล์สำหรับใช้งานภายในธุรกิจมากขึ้น โดยเฉพาะองค์กรที่ต้องจัดการข้อมูลจำนวนมากและต้องการควบคุมระบบด้วยตัวเอง

หนึ่งในเหตุผลสำคัญคือ ค่าใช้จ่ายของคลาวด์ที่เพิ่มขึ้นตามจำนวนผู้ใช้งานและปริมาณข้อมูล โดยเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่ที่มีพนักงานหลักพันคน ซึ่งต้องจ่ายค่าสมัครใช้บริการต่อเนื่อง ขณะที่การดึงข้อมูลปริมาณมากกลับมาจากคลาวด์เมื่อเกิดเหตุขัดข้องก็อาจใช้เวลานานและกระทบต่อการดำเนินงาน

"รหัท" เสริมว่า การมีระบบจัดเก็บข้อมูลภายในองค์กรจึงเป็นอีกทางเลือกสำหรับธุรกิจที่ต้องการควบคุมต้นทุนในระยะยาว ลดการพึ่งพาบริการภายนอก และเข้าถึงข้อมูลได้รวดเร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม แนวทางนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกองค์กรต้องเลิกใช้คลาวด์ แต่สามารถเลือกใช้ระบบภายในร่วมกับคลาวด์ตามความเหมาะสมของข้อมูลและลักษณะงานได้

นอกจากเรื่องต้นทุนแล้ว การควบคุมข้อมูลและข้อกำหนดด้านกฎหมายยังเป็นปัจจัยที่ทำให้องค์กรหันมาให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐานส่วนตัวมากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องจัดการข้อมูลสำคัญหรืออยู่ภายใต้ข้อกำหนดด้านความปลอดภัย กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความต้องการใช้ระบบจัดเก็บข้อมูลสูง ได้แก่ ภาคการผลิตที่ต้องรองรับระบบอัตโนมัติ ภาคธุรกิจที่ใช้กล้องวงจรปิดและมีไฟล์วิดีโอจำนวนมาก รวมถึงหน่วยงานภาครัฐที่ต้องการยกระดับความปลอดภัยและการจัดเก็บข้อมูลภายในองค์กร

มีระบบป้องกันแล้วแต่ยังกู้คืนไม่มั่นใจ

นอกจากความพร้อมของข้อมูลแล้ว ความสามารถในการฟื้นฟูระบบหลังถูกโจมตีก็เป็นอีกความเสี่ยงที่ธุรกิจต้องจัดการ ผลสำรวจพบว่า 92% ขององค์กรไทยใช้เครื่องมือปกป้องข้อมูลแล้ว แต่มีเพียง 21.4% ที่มั่นใจอย่างมากว่าจะกู้คืนระบบจาก Ransomware ได้อย่างรวดเร็ว โดยข้อมูลสำรองยังปลอดภัย ขณะที่ 32.5% ยังไม่มั่นใจว่าจะกู้คืนข้อมูลได้เมื่อเกิดเหตุ

ขณะเดียวกัน 38.5% ของผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่า องค์กรยังไม่พร้อมรับมือภัยคุกคามจาก AI และมีเพียง 9.5% ที่มั่นใจอย่างมากว่าพร้อมรับมือ ช่องว่างดังกล่าวสะท้อนว่า การมีระบบสำรองข้อมูลไม่ได้หมายความว่าธุรกิจจะกลับมาทำงานได้ทันทีเสมอไป เพราะหากข้อมูลสำรองถูกโจมตีไปพร้อมกับระบบหลัก หรือไม่สามารถกู้คืนได้จริง ความเสียหายก็ยังเกิดขึ้นได้ ทั้งจากเวลาที่ระบบหยุดทำงาน รายได้ที่หายไป และความเชื่อมั่นของลูกค้า

Synology แนะนำให้องค์กรแยกระบบสำรองข้อมูลออกจากระบบที่ใช้ทำงานจริง พร้อมใช้แนวทางสำรองข้อมูล 3-2-1-1-0 ซึ่งประกอบด้วยการเก็บข้อมูลอย่างน้อย 3 ชุด ใช้สื่อจัดเก็บข้อมูล 2 รูปแบบ เก็บข้อมูล 1 ชุดไว้นอกสถานที่ มีข้อมูลอีก 1 ชุดที่แก้ไขไม่ได้หรือเก็บแบบออฟไลน์ และทดสอบการกู้คืนข้อมูลให้แน่ใจว่าไม่มีข้อผิดพลาด แนวทางนี้ทำให้การลงทุนด้านความปลอดภัยไม่ได้จบเพียงการป้องกันไม่ให้เกิดการโจมตี แต่ต้องรวมถึงการทำให้ธุรกิจกลับมาดำเนินงานได้จริงเมื่อเกิดเหตุด้วย

ใช้ AI ลดงานเอกสารแต่ต้องคุมข้อมูล

อีกด้านหนึ่ง AI มีโอกาสช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน โดยผลสำรวจระบุว่า 73% ของบุคลากรในไทยใช้เวลากับงานเอกสารที่ต้องทำด้วยตัวเองมากกว่า 10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ งานอย่างการจัดทำเอกสาร สร้างงานนำเสนอ วิเคราะห์ตารางข้อมูล และสรุปการประชุม จึงเป็นตัวอย่างที่ AI สามารถเข้ามาช่วยลดเวลาทำงานได้

อย่างไรก็ตาม การเปิดให้พนักงานใช้ AI โดยไม่มีแนวทางควบคุมที่ชัดเจนก็เพิ่มความเสี่ยงด้านข้อมูลเช่นกัน ผลสำรวจพบว่า 34% ขององค์กรไทยยังไม่มีมาตรการควบคุมการใช้ AI ของพนักงาน มีเพียง 26.1% ที่ใช้มาตรการทางเทคนิคเพื่อบังคับใช้แนวทางดังกล่าว และ 47.1% ไม่สามารถมองเห็นได้ว่าเครื่องมือ AI จากภายนอกจัดการกับข้อมูลที่พนักงานส่งเข้าไปอย่างไร

"รหัท" มองว่า การนำ AI มาใช้จึงควรเริ่มจากงานที่สร้างคุณค่าให้ธุรกิจ พร้อมกำหนดให้ชัดเจนว่า ข้อมูลอยู่ที่ใด ใครมีสิทธิ์เข้าถึง และข้อมูลประเภทใดสามารถส่งออกไปยังเครื่องมือภายนอกได้ สำหรับองค์กร การกำหนดนโยบายเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่ต้องมีระบบควบคุมสิทธิ์การเข้าถึง บันทึกกิจกรรม และตรวจสอบเส้นทางของข้อมูลได้ด้วย เพื่อให้ธุรกิจเพิ่มการใช้งาน AI ได้โดยไม่สูญเสียการควบคุมข้อมูลสำคัญ

แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางที่บริษัทเทคจะเก็บข้อมูลบนคลาวด์น้อยลง ซึ่งผลักดันให้ Synology เติบโต 280% ใน 5 ปี โดยข้อมูลจากงาน Synology Press event 2026 ชี้ว่าองค์กรไทยกำลังเร่งลงทุนระบบจัดเก็บข้อมูลภายในเพื่อรองรับการใช้งาน AI ควบคู่ไปกับการเสริมความแข็งแกร่งด้านไซเบอร์

ข่าวอื่น ๆ

Sitemap