IMF เปิดหลักฐาน AI ทุบตลาดแรงงานเอเชีย ความต้องการจ้างงานลด 10% เด็กจบใหม่เสี่ยงสูง

IMF เปิดหลักฐาน AI ทุบตลาดแรงงานเอเชีย ความต้องการจ้างงานลด 10% เด็กจบใหม่เสี่ยงสูง

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยข้อมูลหลักฐานชิ้นสำคัญในเวทีประชุมประจำปี IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบอัตโนมัติกำลังส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อตลาดแรงงานในเอเชีย โดยพบความต้องการจ้างงานในตำแหน่งที่ระบบอัตโนมัติทดแทนได้ลดลงถึง 10% ส่งผลให้แรงงานกว่า 1,200 ล้านคน โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ ต้องเผชิญความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

หลักฐานชี้ชัดจากเวที IMF

นายดิวฟยา เคอร์ติ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ฝ่ายเอเชียแปซิฟิก จาก IMF ได้เปิดเผยข้อมูลในหัวข้อ Labor Markets in Asia: Challenges and Opportunities in the age of AI ซึ่งรวบรวมจากตำแหน่งงานนับล้านตำแหน่งทั่วภูมิภาค และเรียกข้อมูลชุดนี้ว่า "หลักฐานชิ้นแรก ๆ เกี่ยวกับผลกระทบของ AI ต่อตำแหน่งงานในเอเชีย"

ข้อค้นพบสำคัญมีสองประการ ประการแรกคือ ความต้องการจากนายจ้างลดลง 10% ในตำแหน่งงานที่ระบบอัตโนมัติสามารถทดแทนได้ เช่น งานเขียนโค้ด ประการที่สองคือ นายจ้างยังคงต้องการแรงงานที่สามารถใช้ AI ต่อยอดงานได้ โดยการเปิดตัวโมเดล AI ขนาดใหญ่และแช็ตบอตอย่าง ChatGPT เมื่อปลายปี 2022 ทำให้ตัวเลขความต้องการจ้างงานในบางตำแหน่งลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ความคาดหวังต่อทักษะการใช้ AI กลับเพิ่มสูงขึ้น

ผลกระทบต่างกันสองขั้ว

ข้อมูลของ IMF เปรียบเทียบผลกระทบระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนา โดยพิจารณาประกอบกับอัตราการเติบโตของประชากรวัยแรงงานในแต่ละประเทศ พบว่าประเทศพัฒนาแล้วได้รับผลกระทบหนักกว่าจากโครงสร้างประชากรสูงวัยที่เพิ่มขึ้นและวัยแรงงานที่ลดลง แต่ขณะเดียวกันก็สามารถใช้ AI มาชดเชยการขาดแคลนแรงงานได้

ส่วนประเทศกำลังพัฒนาได้รับผลกระทบจาก AI น้อยกว่าในระยะแรก เนื่องจากสัดส่วนแรงงานจำนวนมากยังคงอยู่ในภาคเกษตร แต่ IMF ระบุว่า หากต้องการกวดไล่ให้ทันประเทศพัฒนาแล้ว ประเทศกำลังพัฒนาอาจต้องสร้างงานใหม่ถึง 150 ล้านตำแหน่งในช่วง 10 ปีข้างหน้า และงานเหล่านั้นต้องเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและ AI

ข้อเสนอเชิงนโยบายสามด้าน

ตัวแทนจาก IMF ระบุว่า แม้ภาพรวมสถานการณ์ปัจจุบันยังไม่ถึงขั้นหายนะ และยังมีเหตุผลให้มองโลกในแง่ดีได้ แต่ตัวเลขเหล่านี้ชี้ชัดว่า AI กำลังปรับเปลี่ยนโครงสร้างตลาดแรงงานแล้ว ผู้ออกนโยบายจึงควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมรับมือกับประเด็นเชิงนโยบายสำคัญ

ประการแรก การวางแผนสร้างงานใหม่ในบริบทที่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาที่มีประชากรวัยหนุ่มสาวเพิ่มขึ้น ต้องพิจารณาว่าจะสร้างงานอย่างไรเมื่อ AI เปลี่ยนเกณฑ์และภาคส่วนที่สามารถสร้างงานได้ ประการที่สอง การปรับปรุงระบบการศึกษาเพื่อเตรียมเยาวชนให้พร้อมทำงานในโลกของ AI โดยเฉพาะโมเดล "เรียนพร้อมทำงาน" และประการที่สาม การประเมินความเป็นไปได้ในการสนับสนุนการย้ายข้ามสายอาชีพ เมื่อความต้องการแรงงานในแต่ละสาขาเปลี่ยนแปลงไป

โจทย์ใหญ่รออยู่ข้างหน้า

IMF ยังระบุด้วยว่า หากผลกระทบของ AI ขยายวงกว้างขึ้นในระยะยาว ผู้ออกนโยบายอาจต้องเผชิญโจทย์ที่ใหญ่กว่าเดิม เช่น การกำหนดทิศทางของ AI ให้เป็นมิตรต่อแรงงาน หรือแม้แต่การทบทวนกรอบความคิดเดิมที่ว่าคนส่วนใหญ่ต้องทำงานเพื่อหาเลี้ยงชีพ

การเปิดเผยข้อมูลครั้งนี้เกิดขึ้นในเวทีที่ นางสาวคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการ IMF นายอาเจย์ บังกา ประธานกลุ่มธนาคารโลก และนายทาร์มาน ชานมูการัตนัม ประธานาธิบดีสิงคโปร์ ร่วมชี้ประเด็นเรื่องผลกระทบของ AI ต่อแรงงาน 1,200 ล้านคนในเอเชีย สำหรับประเทศในอาเซียนรวมถึงไทยที่พึ่งพาภาคบริการและการผลิตเป็นหลัก การปรับตัวของระบบการศึกษาและการพัฒนาทักษะแรงงานจึงเป็นโจทย์เร่งด่วนที่ต้องจับตาในระยะต่อไป

ข่าวอื่น ๆ

Sitemap