ไอเอ็มเอฟเตือน AI กลายเป็น 'พลังที่ 3' กดดันเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางหนี้พุ่ง-พลังงานแพง

ไอเอ็มเอฟเตือน AI กลายเป็น 'พลังที่ 3' กดดันเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางหนี้พุ่ง-พลังงานแพง

คริสตาลิน่า จอร์จิวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ออกโรงเตือนว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังกลายเป็น "พลังที่ 3" ที่สร้างแรงกดดันซ้อนต่อเศรษฐกิจโลก นอกเหนือจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นและหนี้สาธารณะในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกเผชิญ "แรงกดดันสามประสาน" พร้อมกันในทศวรรษนี้

แรงกดดันสามประสาน

จอร์จิวาระบุว่า เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันกำลังถูกฉุดไปในสองทิศทาง ทั้งด้านลบจากปัญหาพลังงานที่ปริมาณหายไปในตลาด เหตุจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ดำเนินเข้าสู่เดือนที่ 8 ทำให้ค่าครองชีพของประชาชนสูงขึ้น ขณะที่ด้านบวกคือความบูมของการลงทุนใน AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ผลกระทบจากทั้งสองปัจจัยกลับไม่ทั่วถึงและไม่เท่ากัน

ในมุมบวก การลงทุน AI ทั่วโลกเมื่อคิดเป็นสัดส่วนต่อจีดีพี มีแนวโน้มจะมากกว่าวงเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานแบบเดิม ทั้งการก่อสร้างถนน โครงข่ายไฟฟ้า และเครือข่ายโทรคมนาคม ขณะที่ฮาร์ดแวร์และผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI มีสัดส่วนมากกว่า 1 ใน 10 ของการค้าสินค้าโลกไปแล้ว

ไอเอ็มเอฟประเมินว่า หาก AI ไปได้ด้วยดี จะเพิ่มจีดีพีให้เศรษฐกิจโลกประมาณ 0.5% ต่อปี จากระดับ 3% เป็น 3.5% ในทศวรรษนี้ หรือมีขนาดเทียบเท่าเศรษฐกิจของอาเซียนทั้งภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ผลประโยชน์จาก AI มีแนวโน้มกระจุกตัวสูง ประเทศที่มีส่วนเกี่ยวข้องน้อยในห่วงโซ่อุปทาน AI โลกจะไม่ได้รับประโยชน์ และจะยิ่งเพิ่มความเหลื่อมล้ำในเศรษฐกิจโลก

หนี้สาธารณะและเงินเฟ้อ

ความบูมของ AI ยังซ้ำเติมความกังวลด้านเงินเฟ้อที่รัฐบาลทั่วโลกเผชิญอยู่ก่อนแล้วจากปัญหาราคาพลังงานและอาหาร ตลอดจนปัญหาการเก็บภาษีศุลกากรและการใช้จ่ายด้านกลาโหม แรงกดดันเงินเฟ้อยังลามไปถึงตลาดพันธบัตรรัฐบาล เห็นได้จากผลตอบแทนพันธบัตรของสหรัฐ เยอรมนี และญี่ปุ่น ต่างพุ่งขึ้นสูงในรอบหลายสิบปี ขณะที่บริษัทเอกชนที่ลงทุนด้าน AI ต่างออกหุ้นกู้ระยะยาวเพื่อระดมทุนแข่งกับรัฐบาล

จอร์จิวาชี้ว่า หนี้สาธารณะทั่วโลกใกล้ถึงจุดสูงสุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 และอีกไม่นานจะเกิน 100% ของจีดีพี โดยประเทศที่มีหนี้สูงคือกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วซึ่งมีสถานะหนี้ย่ำแย่ที่สุด ตลอด 17 ปีที่ผ่านมา ดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจ จึงไม่สร้างปัญหาเท่าใดนัก แต่ในปัจจุบันดอกเบี้ยสูงและมีแนวโน้มจะสูงขึ้นอีก สถานการณ์จึงไม่ง่ายเหมือนเดิม ประกอบกับหลายประเทศยังขาดดุลงบประมาณในระดับสูงกว่าช่วงก่อนการระบาดของโควิด-19 ทำให้ "พื้นที่การคลัง" จำเป็นต้องได้รับการเติมเต็มและลดสัดส่วนหนี้ลง

ความเสี่ยงฟองสบู่

กรรมการผู้จัดการไอเอ็มเอฟระบุด้วยว่า ความบูมของ AI ยังเป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพด้านการเงิน การที่บริษัทขนาดใหญ่มีผลกำไรงามได้ผลักดันให้ราคาหุ้นสูงขึ้นและสร้างความร่ำรวยแก่ผู้เกี่ยวข้อง แต่หากกำไรไม่เป็นไปตามคาดหวัง บริษัทขนาดใหญ่ที่มีการกู้ยืมและผู้ถือหุ้นของบริษัทอเมริกันที่มีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ อาจเปลี่ยนจากความผิดหวังไปเป็น "ความช็อก" ครั้งใหญ่

"ขณะนี้เราอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างการก่อตัวของความบูมของ AI ในวันนี้ กับประโยชน์ของ AI ในวันพรุ่งนี้ ซึ่งระหว่างวันนี้กับวันพรุ่งนี้เราจะต้องเดินผ่านช่วงแห่งความเสี่ยงสูงสุด" จอร์จิวากล่าว พร้อมแนะว่านี่เป็นโอกาสอันดีที่ประเทศต่าง ๆ จะหาทางป้องกันด้วยการกำกับดูแลอย่างเหมาะสม

ทางด้าน เรย์ ดาลิโอ มหาเศรษฐีนักลงทุนชาวอเมริกัน ซึ่งเคยเตือนหลายครั้งเกี่ยวกับความเสี่ยงฟองสบู่ AI ล่าสุดได้ออกมาเตือนอีกครั้งระหว่างร่วมงาน Forbes Global CEO Conference ในสิงคโปร์ว่า หนี้ก้อนใหญ่กำลังถูกนำไปลงทุนใน AI ขณะที่อัตราดอกเบี้ยยังคงสูงขึ้นต่อเนื่อง นั่นคือจุดที่ "ฟองสบู่" เริ่มผุดขึ้นมา และตอนนี้เราเข้าใกล้จุดนั้นแล้ว

อาร์เธอร์ เฮย์ส ผู้ร่วมก่อตั้ง Maelstrom บริษัทลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซี ทำนายว่า หากดูจากประวัติศาสตร์ เทคโนโลยีที่มีการลงทุนมากเกินไปสุดท้ายมักล่มสลาย และความบูมของการลงทุน AI ในปัจจุบันก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น โดยท้ายที่สุดจะให้ผลลัพธ์ที่คุ้นเคย คือ "ลงทุนมากเกินไป ล่มสลาย และรัฐบาลเข้ามาอุ้ม" เขาระบุว่ามนุษยชาติกำลังลงทุนอย่างสูญเปล่าหลายล้านล้านดอลลาร์ในการสร้างศูนย์ข้อมูล AI เพราะการสร้างมากเกินไปจะทำให้พลังการประมวลผลมีราคาถูกและเหลือเฟือ นำไปสู่ความตกต่ำจากการผลิตล้นเกิน

เฮย์สคาดว่าการส่งมอบศูนย์ข้อมูลส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2027 หรือ 2028 ซึ่งถือเป็นจุดท้าทาย เพราะผู้ใช้บริการขั้นปลายรายใหญ่ของพลังการประมวลผล อย่าง SpaceX, OpenAI และ Anthropic ซึ่งเป็นพลังสำคัญในการผลักดันความต้องการ ล้วนเป็นบริษัทที่ไม่ทำเงิน จึงต้องจับตาว่าจะมีเงินจ่ายตามที่ผูกพันไว้หรือไม่เมื่อถึงเวลาส่งมอบศูนย์ข้อมูล

สำหรับผู้อ่านในไทย ประเด็นนี้มีนัยสำคัญต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังผลักดันการลงทุนในศูนย์ข้อมูลและ AI เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ ท่ามกลางความเสี่ยงที่หนี้สาธารณะของไทยก็อยู่ในระดับสูงและดอกเบี้ยยังไม่กลับสู่ระดับต่ำ การจัดสมดุลระหว่างการลงทุนเทคโนโลยีใหม่กับการรักษาวินัยการคลังจึงเป็นโจทย์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในระยะข้างหน้า

ข่าวอื่น ๆ

Sitemap