ไทย-อินเดีย ยกระดับความสัมพันธ์สู่ "ร่วมลงทุน" 5-6 บริษัทไทยสนใจแล้ว

ไทย-อินเดีย ยกระดับความสัมพันธ์สู่ "ร่วมลงทุน" 5-6 บริษัทไทยสนใจแล้ว

ไทยและอินเดียเร่งยกระดับความสัมพันธ์ทางการค้าจากการส่งออก-นำเข้า สู่โมเดล "ร่วมสร้าง-ร่วมลงทุน" (Co-Creation Co-Investment) ในสาขาศักยภาพ ตั้งเป้าให้เกิดความคืบหน้าภายใน 45 วัน ล่าสุดมีนักลงทุนไทย 5-6 รายแสดงความสนใจ ขณะที่บริษัทอินเดียเตรียมลงทุน Data Center ในไทย

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังหารือกับนายปุนีต อัครวาล เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอินเดียประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 ณ กระทรวงพาณิชย์ ว่า ไทยและอินเดียเห็นพ้องที่จะเร่งขับเคลื่อนความสัมพันธ์ในฐานะ "หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์" โดยเน้นความร่วมมือในรูปแบบ "ร่วมสร้าง-ร่วมลงทุน" เพื่อยกระดับจากการค้าสินค้าระหว่างกัน ไปสู่การร่วมลงทุนและร่วมผลิตเพื่อเชื่อมเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

สาขาศักยภาพที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบ

สาขาที่ทั้งสองฝ่ายเห็นว่ามีศักยภาพ ได้แก่ สมุนไพรและเภสัชภัณฑ์ เทคโนโลยีสารสนเทศ อาหารแปรรูป อุตสาหกรรมสีเขียว ยานยนต์ การก่อสร้าง และอุตสาหกรรมการต้อนรับ หรือ Hospitality โดยจะเน้นเลือกสาขาที่แต่ละฝ่ายสามารถเติมเต็มศักยภาพซึ่งกันและกัน และหลีกเลี่ยงสาขาที่มีความอ่อนไหว

นางศุภจีกล่าวว่า เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาได้เดินทางเยือนอินเดีย และหารือกับนายปิยุช โกยาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมของอินเดีย ถึงการขยายความร่วมมือในรูปแบบดังกล่าว โดยมอบหมายให้ทั้งสองฝ่ายเริ่มดำเนินการร่วมกัน และให้กระทรวงพาณิชย์ช่วยสนับสนุน เพื่อให้มีความคืบหน้าภายใน 45 วัน และพัฒนาเป็นโครงการนำร่องหรือต้นแบบ

"แนวทางคือการร่วมลงทุน ร่วมผลิต เพื่อเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ไม่ใช่เพียงการส่งออกสินค้าไปยังตลาดของแต่ละฝ่าย" นางศุภจีกล่าว

นักลงทุนไทยสนใจ 5-6 ราย

ล่าสุด มีนักลงทุนไทยประมาณ 5-6 รายแสดงความสนใจที่จะร่วมมือกับอินเดียภายใต้แนวคิด Co-Creation Co-Investment แล้ว ขณะเดียวกัน เอกอัครราชทูตอินเดียแจ้งว่า บริษัทอินเดียอยู่ระหว่างเตรียมการลงทุน Data Center ในประเทศไทย โดยมีหลายบริษัทที่ร่วมทุน หรือ Joint Venture กับบริษัทไทยแล้ว พร้อมกันนี้ยังได้เชิญชวนให้บริษัทไทยเข้าไปลงทุนในอินเดียเพิ่มเติม

ทั้งสองฝ่ายยังเห็นตรงกันว่าจะใช้เวทีคณะกรรมการร่วมทางการค้า หรือ JTC เป็นกลไกหลักในการติดตามความร่วมมือ รวมถึงหารือเรื่องการเปิดตลาดสินค้าและการแก้ไขอุปสรรคทางการค้าระหว่างกัน เอกอัครราชทูตอินเดียยังแจ้งว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมของอินเดียเสนอให้ที่ประชุม JTC จัดทำแผนปฏิบัติการ หรือ Plan of Action เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือให้เป็นรูปธรรมต่อไป โดยฝ่ายไทยยืนยันความพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมดังกล่าว

ความร่วมมือด้านบริการและการเงิน

ในด้านภาคบริการ ไทยและอินเดียอยู่ระหว่างดำเนินการเชื่อมโยงระบบชำระเงิน UPI ของอินเดียกับระบบ PromptPay ของไทย เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการชำระเงินระหว่างกัน นอกจากนี้ ยังได้หารือถึงความเป็นไปได้ในการใช้สกุลเงินท้องถิ่น คือเงินบาทและเงินรูปี สำหรับการค้าระหว่างสองประเทศ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกและลดต้นทุนทางการค้า

ด้านการพัฒนาบุคลากร อินเดียแสดงความสนใจร่วมมือกับไทยในอุตสาหกรรม Hospitality ซึ่งไทยมีองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญ โดยไทยพร้อมสนับสนุนการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมด้าน Hospitality รวมถึงการฝึกอบรมในระดับอาชีวศึกษา เพื่อพัฒนาทักษะบุคลากรในภาคบริการ เอกอัครราชทูตอินเดียยังขอให้ไทยสนับสนุนบุคลากรวิชาชีพของอินเดีย ได้แก่ นักบัญชี ผู้ตรวจสอบบัญชี และบุคลากรในภาค IT ให้สามารถเข้ามาทำงานในประเทศไทยได้มากขึ้น

สำหรับภาพรวมการค้า อินเดียเป็นคู่ค้าอันดับ 7 ของไทยในตลาดโลก และเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยในภูมิภาคเอเชียใต้ ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 ระหว่างเดือนมกราคม-กรกฎาคม การค้าไทย-อินเดียมีมูลค่า 13,974.56 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 8.07% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยไทยส่งออกไปอินเดีย 10,270.32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าจากอินเดีย 3,704.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปอินเดีย ได้แก่ เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ และไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ ขณะที่สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่ง และทองคำ

ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและอินเดียในระยะยาว หากประสบความสำเร็จตามแผนภายใน 45 วัน จะช่วยเสริมความสามารถในการแข่งขันของทั้งสองประเทศในห่วงโซ่อุปทานโลก และเปิดโอกาสใหม่สำหรับภาคธุรกิจไทยในการเข้าถึงตลาดอินเดียที่มีขนาดใหญ่และเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ข่าวอื่น ๆ

Sitemap