
- เศรษฐกิจ
- กองบรรณาธิการ
ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่พบว่า โครงการ “คนละครึ่งพลัส” และ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ได้คะแนนความพึงพอใจจากประชาชนและร้านค้าเกือบ 8 เต็ม 10 แต่เม็ดเงินส่วนใหญ่กลับถูกใช้กับสินค้าจำเป็นที่ต้องซื้ออยู่แล้ว สะท้อนว่ามาตรการนี้ทำหน้าที่เพียงพยุงการบริโภคเดิม ไม่ได้สร้างการใช้จ่ายใหม่ตามเป้าหมายกระตุ้นเศรษฐกิจ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรลักษณ์ หิมะกลัส อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ศูนย์เศรษฐกิจล้านนาและการพัฒนาภูมิภาคได้สำรวจความคิดเห็นประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อย 299 ราย ต่อโครงการดังกล่าว โดยเก็บข้อมูลภาคสนามในเดือนสิงหาคม 2569 ครอบคลุมกลุ่มตัวอย่างฝั่งผู้ซื้อ 150 ราย และฝั่งผู้ขาย 149 ราย จาก 6 อำเภอ ใน 3 จังหวัด คือ เชียงใหม่ ลำพูน และลำปาง จุดเก็บข้อมูลหลักคือตลาดสด (ผู้ซื้อร้อยละ 94.0 ผู้ขายร้อยละ 99.3)
เงินส่วนใหญ่ซื้อของกินของใช้
ผลการศึกษาระบุว่า แม้โครงการจะได้คะแนนความพึงพอใจสูงเฉลี่ยเกือบ 8 เต็ม 10 คะแนน แต่เม็ดเงินสิทธิจากโครงการส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 74.7 กลับถูกนำไปใช้กับสินค้าจำเป็นที่ต้องซื้ออยู่แล้วในชีวิตประจำวัน ได้แก่ อาหาร-เครื่องดื่มพร้อมทาน (ร้อยละ 68.7) ของใช้ประจำวัน (ร้อยละ 59.3) และอาหารสด/วัตถุดิบ (ร้อยละ 48.0) โดยมีประชาชนเพียงร้อยละ 1.3 เท่านั้นที่นำเงินไปซื้อสินค้าประเภทใหม่ที่ไม่เคยซื้อมาก่อน
สอดคล้องกับฝั่งร้านค้าที่ระบุว่า มีลูกค้าใหม่เกิดขึ้นจริงเพียงร้อยละ 5.4 แม้ยอดขายรวมจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 77.2 ก็ตาม
นอกจากนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นครัวเรือนยังสะท้อนว่า สังคมฐานรากกำลังอยู่ในภาวะ “ตั้งรับและระมัดระวังสูง” (Defense Mode) โดยกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 75-87 ไม่มีแผนซื้อสินค้าราคาแพงอย่างรถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์ในอีก 6 เดือนข้างหน้า และประมาณ 2 ใน 3 ไม่สนใจลงทุนพัฒนาทักษะตนเองหากต้องใช้เงินทุนส่วนตัว สะท้อนว่าประชาชนเน้นเซฟเงินสดเพื่อสำรองไว้ประคองค่าครองชีพ มากกว่าจะนำไปใช้จ่ายกับสินค้าคงทน สินค้าหมวดใหม่ หรือการลงทุนระยะยาว
แม่ค้า 56% ผวาภาษีย้อนหลัง
ในมิติอุปสรรคเชิงระบบ ประชาชนระบุปัญหาหลักเรื่องระบบแอปพลิเคชันขัดข้อง (ร้อยละ 28.7) เงื่อนไขเข้าใจยากหรือคำนวณยาก (ร้อยละ 28.0) และการใช้สิทธิไม่ทันทำให้ถูกริบวงเงินรายเดือน (ร้อยละ 27.3) ขณะที่ฝั่งร้านค้าส่วนใหญ่ระบุว่าปัญหาลูกค้าไม่เข้าใจวิธีใช้งานสูงถึงร้อยละ 62.9 รวมถึงระบบถอนเงินล่าช้า
เมื่อเปรียบเทียบระหว่างโครงการ พบว่าฝั่งผู้ซื้อมีความชื่นชอบโครงการคนละครึ่งน้อยกว่าฝั่งผู้ขาย เนื่องจากในช่วงเริ่มแรกของโครงการไทยช่วยไทยพลัส ทั้งประชาชนและร้านค้ายื่นเรื่องสับสนในระบบการใช้งาน
ประเด็นที่น่าจับตาคือ ความกังวลด้านภาษีของผู้ขาย โดยพบว่าร้านค้าร้อยละ 56.4 กังวลว่าข้อมูลยอดขายจากโครงการจะถูกนำไปใช้ตรวจสอบภาษีย้อนหลัง โดยเฉพาะพื้นที่ลำปางมีความกังวลสูงสุดถึงร้อยละ 61.2 ซึ่งเป็นผลจากการที่ภาครัฐยังขาดการประชาสัมพันธ์และให้ความรู้ที่ชัดเจนเกี่ยวกับกระบวนการจัดเก็บภาษี
อย่างไรก็ตาม ร้านค้าในกลุ่มที่กังวลเรื่องภาษีมากที่สุดทุกราย (ร้อยละ 100) ยังคงยืนยันที่จะเข้าร่วมโครงการในรอบต่อไป ชี้ให้เห็นว่าความกังวลเรื่องภาษีไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการเข้าร่วม แต่เป็น “ความจำยอม” เพื่อประคองยอดขายและกระแสเงินสด มีเพียงร้านค้าบางส่วนที่มีกระแสเงินสดในมือสูงเท่านั้นที่ตัดสินใจไม่เข้าร่วมโครงการ
งบ 2.4 หมื่นล้าน หมุนสั้นแค่ 10 วัน
นอกเหนือจากผลสำรวจเชิงปริมาณแล้ว ศูนย์เศรษฐกิจล้านนาและการพัฒนาภูมิภาค ยังได้เปิดเวทีเสวนาระดมความคิดเห็นผู้ประกอบการร่วมกับหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ และหน่วยงานราชการส่วนภูมิภาค เมื่อวันที่ 2 และ 7 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา โดยผู้แทนกลุ่มค้าส่ง-ค้าปลีกระบุว่า เงินหมุนเวียนจะกระจุกตัวอยู่ในช่วง 10 วันแรกของโครงการเท่านั้นก่อนจะกลับสู่ภาวะปกติ จึงมองว่าเป็นเพียงการหมุนเวียนระยะสั้นที่ไม่สามารถใช้ต่อยอดเชิงธุรกิจได้ในระยะยาว และเสนอให้ภาครัฐให้ความสำคัญกับมาตรการต่อยอดผู้ประกอบการมากกว่า
ขณะที่ภาคอสังหาริมทรัพย์มองว่า ต้นทุนค่าครองชีพที่โตแซงรายได้ทำให้มาตรการระยะสั้นทำได้เพียง “ประคับประคอง” เท่านั้น
ในส่วนของหน่วยงานภาครัฐที่ร่วมเวที ระบุว่า วัตถุประสงค์หลักของทั้งสองโครงการคือการช่วยค่าครองชีพและพยุงกำลังซื้อฐานราก มิใช่การกระตุ้นการใช้จ่ายใหม่ โดยวงเงินรวมของทั้งสองมาตรการในรอบนี้อยู่ที่ประมาณ 20,000-24,000 ล้านบาทตลอดระยะเวลา 4 เดือน และประเมินว่ามาตรการเช่นนี้ช่วยได้เพียงชั่วคราว หากต้องการกระตุ้นการใช้จ่ายใหม่ในระยะต่อไปจำเป็นต้องออกแบบเครื่องมือทางนโยบายในรูปแบบอื่น
ด้านภาคเอกชนยังได้สะท้อนถึงประเด็น “ผลตอบแทนทางการคลัง (ROI)” และความยั่งยืน โดยมองว่าโครงการในลักษณะนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อช่วยบรรเทาค่าครองชีพในระยะสั้น จึงไม่ได้สะท้อนถึง ROI หรือสร้างความยั่งยืนในระยะยาว หากรัฐบาลต้องการเปลี่ยนโจทย์มาเป็นการกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายใหม่ (New Spending) จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์และการออกแบบโครงการใหม่ทั้งหมด
สร้าง New Spending ดูดเงินจากภายนอก
จากข้อสังเกตของภาคเอกชนและหน่วยงานภาครัฐที่สะท้อนว่า งบประมาณอัดฉีด 20,000-24,000 ล้านบาท ช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนได้เพียงช่วง 10 วันแรกของเดือนเท่านั้น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรลักษณ์ ให้มุมมองว่า โครงการในลักษณะนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพในระยะสั้น จึงไม่ได้สะท้อนถึงผลตอบแทนทางการคลัง (ROI) หรือสร้างความยั่งยืนในระยะยาว หากรัฐบาลต้องการเปลี่ยนโจทย์มาเป็นการกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายใหม่ (New Spending) รัฐบาลต้องกำหนดให้ชัดว่าต้องการ “บรรเทาค่าครองชีพ” หรือ “กระตุ้นการใช้จ่ายใหม่” หากเน้นช่วยค่าครองชีพ รูปแบบปัจจุบันถือว่าเหมาะสม แต่หากต้องการสร้าง New Spending ต้องออกแบบเครื่องมือเฉพาะจุดมากกว่าการแจกเงินแบบทั่วถึง
กล่าวคือ การเลือกจังหวะเวลา (Timing) ควรเลือกออกมาตรการในช่วงที่ประชาชนมีความต้องการใช้จ่ายสูง เช่น ช่วงเทศกาลปลายปีหรือต้นปี เพื่อดึงเงินออมของประชาชนออกมาใช้จ่าย ขณะที่ประเด็นที่ภาคเอกชนเสนอทางเลือกการส่งเสริมการท่องเที่ยวและดึงดูดต่างชาติ (Thailand First Time) ปรับจากการหมุนเวียนเงินภายในประเทศไปเป็นการอุดหนุนเพื่อดึงดูดเม็ดเงินใหม่จากภายนอก โดยเฉพาะการส่งเสริมการท่องเที่ยวช่วง Low Season
“หากจะดำเนินโครงการลักษณะเดียวกับต่างประเทศ (เช่น ไต้หวัน ที่มีการสุ่มแจกเงินนักท่องเที่ยว) รัฐบาลจะต้องกำหนด...” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรลักษณ์ กล่าว
— The 2026 Moutai Night in Seoul brought together political, business and cultural guests on October 25, using Qi Purple, Miao craft and baijiu culture as a bridg
— American golfer John Catlin closed with a 64 to win the 2026 Link Hong Kong Open at Fanling by five strokes, as Premier Partner Moutai brought Jiang-aroma baiji
— ผลสำรวจ LY Corporation เผย 76.7% ของคนไทยกังวลน้ำท่วมมากที่สุด ขณะที่ 75% ยังเตรียมพร้อมไม่พอ LINE ประเทศไทย พัฒนา LINE ALERT แจ้งเตือนภัย rápidoและน่าเชื่อถือ