แผน 14 ตั้งเป้าพาไทยหลุดกับดักรายได้ปานกลาง สู่ประเทศรายได้สูงใน 12 ปี

แผน 14 ตั้งเป้าพาไทยหลุดกับดักรายได้ปานกลาง สู่ประเทศรายได้สูงใน 12 ปี

ประเทศไทยตั้งเป้าหมายก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปีข้างหน้า ท่ามกลางความท้าทายครั้งใหญ่ หลังจากกว่า 60 ปีนับตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับแรก ประเทศไทยยังคงติดอยู่ในกับดักประเทศรายได้ปานกลาง และเริ่มมีอัตราการเติบโตที่รั้งท้ายเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน อย่างไรก็ดี ในปี 2571 ประเทศไทยจะประกาศใช้แผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571-2576) ซึ่งหลายฝ่ายคาดหวังว่าจะนำไปสู่การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งสำคัญ

แผน 13 ยังห่างเป้าหมาย

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยในเวทีประชุมประจำปี 2569 ภายใต้หัวข้อ “แผน 14 : เปลี่ยนไทยให้ไปไกลกว่าเดิม Thailand’s Next Agenda” ว่า ผลการดำเนินงานภายใต้แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 แม้รายได้ต่อหัวของคนไทยจะเพิ่มขึ้น แต่ยังห่างจากเป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูง เนื่องจากไทยต้องเผชิญวิกฤตต่อเนื่อง ทั้งการระบาดของโควิด-19 สงครามรัสเซีย-ยูเครน เงินเฟ้อสูง สงครามการค้า ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และภัยพิบัติทางธรรมชาติ

“ผลจากปัจจัยดังกล่าวทำให้รายได้ประชาชาติต่อหัวในปี 2568 อยู่ที่ประมาณกว่า 8,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี ยังต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ 9,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี ภายในปี 2570” นายดนุชากล่าว

นอกจากนี้ ข้อจำกัดสำคัญคือผลิตภาพของเศรษฐกิจไทยที่เพิ่มขึ้นในระดับต่ำ โดยปี 2568 ผลิตภาพขยายตัวเพียง 1.2% ขณะที่อันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศตาม IMD Ranking ปัจจุบันอยู่ที่อันดับ 26 แม้จะปรับดีขึ้นจากอันดับ 30 แต่ยังไม่สามารถขยับขึ้นไปสูงกว่าอันดับ 25 ได้

เป้าหมายแผน 14

แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 วางเป้าหมายให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวสูงขึ้น ทั่วถึงมากขึ้น และยั่งยืนมากขึ้น โดยตั้งเป้าผลักดันอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ให้เติบโตมากกว่า 3% ต่อปีอย่างต่อเนื่อง พร้อมกระจายประโยชน์จากการเติบโตให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้อยู่ใน 20 อันดับแรกของโลกภายในปี 2572

“มองไปข้างหน้า โลกยิ่งเปลี่ยน โจทย์ยิ่งยาก ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภูมิรัฐศาสตร์ โครงสร้างประชากร และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จะมุ่งเพิ่มผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขัน ผ่านแนวทาง ซ่อมรากฐาน เลิกข้อจำกัด เสริมศักยภาพ และสร้างอนาคต” นายดนุชากล่าว

ทั้งนี้ แผน 14 กำหนด 4 เป้าหมายหลัก ประกอบด้วย การสร้างผลิตภาพ เร่งยกระดับประสิทธิภาพและมูลค่าเพิ่มในระบบการผลิตและบริการ การสร้างภาครัฐขนาดเล็กแต่มีสมรรถนะสูง โปร่งใส ปลอดทุจริต การสร้างประชากรที่รองรับการเติบโตและมีสมรรถนะสูงขึ้น และการปรับการผลิตและการบริโภคให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ความเสี่ยงเศรษฐกิจ 4 ด้าน

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในหัวข้อ “พลิกโฉมเศรษฐกิจไทยบนฐานผลิตภาพและนวัตกรรม” ว่า เศรษฐกิจไทยปัจจุบันมีความเสี่ยง 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ ประการแรก เศรษฐกิจเติบโตต่ำลงอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนวิกฤตปี 2540 เคยขยายตัวเฉลี่ยประมาณ 7% หลังวิกฤตลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 4% ก่อนชะลอเหลือราว 3% และปัจจุบันแม้แต่ระดับ 3% ก็ยังทำได้ยาก

“สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งมาจากไทยไม่ได้ลงทุนในระดับที่เพียงพอมาเป็นเวลานาน ทำให้ฐานการผลิตและเครื่องจักรมีอายุมาก ขณะเดียวกันยังเผชิญโครงสร้างประชากรสูงวัย โดยประชากรอายุเกิน 60 ปี มีสัดส่วนประมาณ 20% หรือ 1 ใน 5 ของประชากรทั้งหมด ดังนั้น หากต้องการยกระดับศักยภาพการเติบโต จำเป็นต้องลงทุนทั้งเครื่องจักรใหม่และการพัฒนาคน พร้อมนำเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาเพิ่มผลิตภาพ” ดร.เอกนิติกล่าว

ประการที่สอง เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ปัจจุบันแตกต่างจากวิกฤตปี 2540 โดยขณะนั้นไทยมีปัญหาทุนสำรองลดลงอย่างรุนแรงจนต้องลอยตัวค่าเงินบาท แต่ปัจจุบันไทยมีทุนสำรองมากกว่า 280,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อรวมฟอร์เวิร์ดอยู่ที่ประมาณ 300,000 ล้านดอลลาร์ สามารถรองรับการนำเข้าได้ประมาณ 10 เดือน และสูงกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้นประมาณ 2.5 เท่า

“หากประเทศไทยเผชิญวิกฤตรอบใหม่ ความเสี่ยงจึงไม่น่าจะเกิดจากปัจจัยในรูปแบบเดียวกับปี 2540 แต่จุดที่ต้องจับตาคือฐานะการคลัง หลังจากภาครัฐใช้มาตรการทางการคลังจำนวนมาก โดยเฉพาะช่วงวิกฤตโควิด-19 ดังนั้น การรักษาวินัยการคลังจึงเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นและป้องกันไม่ให้ปัญหาพัฒนาไปสู่ความเสี่ยงด้านการคลังในอนาคต และต้องแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและช่วยให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนมากขึ้น” ดร.เอกนิติกล่าว

ประการที่สาม การกระจายรายได้ โดยเศรษฐกิจไทยมีขนาดเกือบ 20 ล้านล้านบาท แต่รายได้ยังกระจุกตัวสูง กลุ่มประชากรที่มีรายได้สูงสุด 20% มีส่วนแบ่งรายได้ประมาณ 50% ของประเทศ ขณะที่กลุ่มรายได้น้อยที่สุด 20% มีส่วนแบ่งรายได้ไม่ถึง 5% ซึ่งเป็นปัญหา “โตกระจุก จนกระจาย” และประการที่สี่ สิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งไทยกำลังเผชิญความผันผวนทั้งน้ำท่วมและภัยแล้ง จึงต้องเร่งลงทุนด้านการบริหารจัดการน้ำ พร้อมเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เนื่องจากไทยยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในระดับสูง ทำให้ความผันผวนของราคาพลังงานและสถานการณ์ตะวันออกกลางส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยโดยตรง

“การแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยจึงต้องทำทั้ง ‘ซ่อม เสริม และสร้าง’ โดยซ่อมจุดอ่อนด้านเสถียรภาพและการคลัง เสริมศักยภาพของอุตสาหกรรมและธุรกิจเดิม และสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ผ่านการลงทุน เทคโนโลยี และกำลังคนที่มีทักษะตรงกับความต้องการของตลาด” ดร.เอกนิติกล่าว

สำหรับผู้อ่านชาวไทย แผน 14 จึงไม่ใช่เพียงเอกสารนโยบาย แต่จะสะท้อนถึงโอกาสในการยกระดับรายได้ของแรงงาน การเข้าถึงแหล่งทุนของเอสเอ็มอี และคุณภาพชีวิตในยุคที่เศรษฐกิจต้องปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ การเปลี่ยนผ่านสู่ประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปีข้างหน้าจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างจริงจัง

ข่าวอื่น ๆ

Sitemap