
- เศรษฐกิจ
- กองบรรณาธิการ
ภาคเอกชนไทยเดินหน้าผลักดันข้อเสนอต่อภาครัฐเพื่อขับเคลื่อนการค้าและการส่งออก ท่ามกลางแรงกดดันจากการแข่งขันในตลาดโลก ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น มาตรการกีดกันทางการค้า และกำลังซื้อที่ชะลอตัว โดยวางมาตรการทั้งที่เห็นผลเร็วในรูปแบบ Quick Big Win และมาตรการระยะยาว Big Win ตั้งแต่การเร่งเจรจา FTA การสนับสนุนให้บริษัทไทยไปลงทุนต่างประเทศ ไปจนถึงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์
เอกชนจับมือรัฐ
นายสุภาพ สุวรรณพิมลกุล รองประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) และรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอส.เค.โพลีเมอร์ จำกัด เปิดเผยในการสัมภาษณ์พิเศษว่า ภาคเอกชนทำงานร่วมกับภาครัฐอย่างใกล้ชิด โดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หอการค้าไทย และสรท. ได้ส่งตัวแทนเข้าร่วมในคณะอนุกรรมการและคณะทำงานที่เกี่ยวข้อง
เปิดตลาดใหม่-เร่งเจรจา FTA
ข้อเสนอ Quick Big Win ประกอบด้วย 3 เรื่องหลัก ได้แก่ การขยายตลาดใหม่และเร่งเจรจา FTA การส่งเสริม Thai Investment Abroad และการตรวจสอบป้องกัน Nominee
สำหรับตลาดส่งออก ภาคเอกชนเสนอให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศและกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เร่งขยายตลาดใหม่ อาทิ ตะวันออกกลาง แอฟริกา เม็กซิโก และบราซิล พร้อมเปลี่ยนจากการรอคำสั่งซื้อมาเป็นการทำงานเชิงรุก เร่งเจรจา FTA และทำ Market Diversification เพื่อให้ธุรกิจไทยเข้าถึงตลาดที่หลากหลาย ขยายฐานรายได้ และกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาประเทศคู่ค้าหลัก ผ่านแนวทาง Market Access & Export Expansion
ด้านการส่งเสริม Thai Investment Abroad ภาคเอกชนเสนอให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) มีบทบาทสนับสนุนบริษัทไทยออกไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้น ไม่จำกัดบทบาทเพียงการส่งเสริมการลงทุนภายในประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้กลับเข้าประเทศจากกำไร เงินปันผล การส่งออกจากฐานการผลิตในต่างประเทศ และเครือข่ายธุรกิจของบริษัทไทยในต่างประเทศ ซึ่งจะสร้างมูลค่าเพิ่มและสนับสนุน GDP ของไทยในระยะยาว
ส่วนข้อเสนอเรื่อง Nominee ภาคเอกชนเรียกร้องให้ภาครัฐเข้มงวดกับการหลีกเลี่ยงกฎหมายหรือข้อจำกัดด้านการถือครองธุรกิจของต่างชาติ และแยกให้ชัดระหว่าง Foreign Investment ที่สร้างประโยชน์ให้ประเทศไทย กับ Foreign Ownership ที่เข้ามาใช้ประโยชน์จากตลาดไทยโดยไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่ม
ดึง FDI สร้างมูลค่าในไทย
ถัดจากมาตรการที่ต้องการผลเร็ว ภาคเอกชนยังวางข้อเสนอ Big Win เพื่อสร้างผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบด้วย 3 ด้าน ได้แก่ การสร้าง Local Value Creation จากเงื่อนไขใน FDI การส่งเสริม Joint Venture ระหว่างต่างชาติกับบริษัทไทย และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์
ในด้าน FDI ข้อเสนอระบุว่า BOI ควรกำหนดเงื่อนไข Local Content Requirement ในระดับที่เหมาะสม โดยเอกสารเสนอไว้อย่างน้อย 45% เพื่อให้เม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติสร้างประโยชน์ต่อผู้ประกอบการและ Supply Chain ไทยจริง ทั้งการใช้ผู้รับเหมาไทย วัตถุดิบไทย การพัฒนาบุคลากรไทย และการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อเชื่อมโยงผู้ผลิตไทยและ SMEs เข้าสู่ Global Supply Chain
พร้อมกันนี้เสนอให้ BOI ให้น้ำหนักกับการลงทุนแบบ Joint Venture ระหว่างต่างชาติกับบริษัทไทย ผ่านสิทธิประโยชน์ในรูปแบบ Incentive-based ที่มากกว่าการลงทุนซึ่งต่างชาติถือครอง 100% โดยมีเป้าหมายเปิดโอกาสให้คนไทยเป็นทั้งเจ้าของธุรกิจ ผู้ร่วมลงทุน และได้รับประโยชน์จากการถ่ายทอดเทคโนโลยี ไม่ใช่อยู่เพียงในฐานะผู้รับจ้างหรือแรงงาน
นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอด้านกฎระเบียบ 3 เรื่อง ได้แก่ ลดกฎระเบียบที่ซ้ำซ้อนและไม่จำเป็น เชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐเป็นระบบเดียว และปรับปรุงกฎกำกับดูแล Free Zone โดยเสนอให้ทบทวนกฎหมาย กฎระเบียบ และใบอนุญาตที่ล้าสมัยหรือเป็นอุปสรรคต่อธุรกิจ ผ่านหลัก Regulatory Guillotine กฎใดไม่จำเป็น ไม่ตอบโจทย์เศรษฐกิจยุคใหม่ หรือสร้างต้นทุนมากกว่าประโยชน์ ควรยกเลิกหรือปรับปรุง ขณะเดียวกันต้องการให้ภาครัฐเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน โดยผู้ประกอบการสามารถยื่นข้อมูลเพียงครั้งเดียวแล้วหน่วยงานรัฐใช้ข้อมูลร่วมกัน พร้อมเร่งพัฒนา National Single Window (NSW) ให้เป็นระบบกลางด้านการค้าของประเทศอย่างแท้จริง
เครื่องใช้ไฟฟ้าเหนื่อย-มาตรา 301 ฉุดกำไร
สถานการณ์ส่งออกสินค้ากลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า แบ่งเป็น 2 กลุ่มอุตสาหกรรม โดยกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งครอบคลุมสินค้าที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์สื่อสาร และเซมิคอนดักเตอร์ ปัจจุบันมีความโดดเด่นและมีอัตราเพิ่มขึ้นสูง ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน เช่น เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า และไมโครเวฟ มีการขยับเพิ่มขึ้นบ้างแต่ไม่มาก สาเหตุสำคัญมาจากการซื้อบ้านและคอนโดมิเนียมที่ยังไม่มาก โดยเป็นภาวะที่เกิดขึ้นในหลายตลาดทั่วโลก โดยเฉพาะสหรัฐและยุโรป ขณะที่ตะวันออกกลางยังมีสงคราม ทำให้บรรยากาศไม่เอื้อต่อการใช้เงิน
“ภาคส่งออกน่าจะเพิ่มขึ้นไม่เยอะสำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้า เพราะบรรยากาศมันไม่เอื้อ มีทั้งเรื่องราคาและคนระมัดระวังการใช้เงิน เมื่อก่อนแอร์เสียผู้บริโภคอาจซื้อใหม่ แต่ตอนนี้เสียอาจต้องซ่อม ความถี่ในการซื้อใหม่จึงน้อยลง” นายสุภาพกล่าว
นายสุภาพยังระบุถึงแรงกดดันเรื่องต้นทุนการผลิตว่า ตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 ต้นทุนวัตถุดิบและชิ้นส่วนประกอบเพิ่มขึ้นประมาณ 20% ขณะที่ค่าขนส่งก็เพิ่มขึ้น
ในส่วนของบริษัท เอส.เค.โพลีเมอร์ ซึ่งผลิตชิ้นส่วนยางที่ใช้ประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและยานยนต์ มีฐานลูกค้าหลักในตลาดสหรัฐ กลยุทธ์ที่บริษัทใช้ปรับตัวคือการหาตลาดใหม่และหากลุ่มลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้น โดยมองโอกาสไปยังภูมิภาคอื่น เช่น แอฟริกาและอเมริกาใต้ แม้ตลาดอเมริกาใต้จะยังมีอุปสรรคทั้งด้านการขนส่ง การสื่อสาร ต้นทุน และการแข่งขันก็ตาม
“เราไม่เปลี่ยน แต่เราจะเพิ่ม จากเดิมที่พึ่งพาลูกค้าในอเมริกา เราก็หาตลาดใหม่เพื่อเพิ่มฐานลูกค้าไปยังภูมิภาคอื่น” นายสุภาพกล่าว
สำหรับตลาดสหรัฐ บริษัทได้รับแรงกดดันจากมาตรา 301 ที่อัตราภาษี 12.5% โดยลูกค้าต้องการให้บริษัทช่วยรับภาระบางส่วนประมาณครึ่งหนึ่ง หรือราว 6% ซึ่งมีผลโดยตรงต่อกำไร แต่บริษัทยังต้องพยายามช่วยเหลือลูกค้าเพื่อรักษาฐานตลาดไว้ พร้อมกับการเพิ่มยอดขายในตลาดใหม่
— The 2026 Moutai Night in Seoul brought together political, business and cultural guests on October 25, using Qi Purple, Miao craft and baijiu culture as a bridg
— American golfer John Catlin closed with a 64 to win the 2026 Link Hong Kong Open at Fanling by five strokes, as Premier Partner Moutai brought Jiang-aroma baiji
— ผลสำรวจ LY Corporation เผย 76.7% ของคนไทยกังวลน้ำท่วมมากที่สุด ขณะที่ 75% ยังเตรียมพร้อมไม่พอ LINE ประเทศไทย พัฒนา LINE ALERT แจ้งเตือนภัย rápidoและน่าเชื่อถือ