เด็กไทยเรียนหนักแต่คะแนน PISA ต่ำกว่าเกณฑ์ หลักสูตรล้าหลัง-ระบบการศึกษาไม่ตอบโจทย์ชีวิตจ…

เด็กไทยเรียนหนักแต่คะแนน PISA ต่ำกว่าเกณฑ์ หลักสูตรล้าหลัง-ระบบการศึกษาไม่ตอบโจทย์ชีวิตจ…

ผลสอบ PISA ปี 2022 ชี้เด็กไทยวัย 15 ปี กว่า 60% มีคะแนนต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำในด้านการอ่านและคณิตศาสตร์ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญและคนรุ่นใหม่ต่างสะท้อนตรงกันว่าหลักสูตรการศึกษาของไทยยังเน้นการท่องจำ ไม่สอดคล้องกับทักษะที่จำเป็นในโลกปัจจุบัน

ตัวเลขชี้ปัญหา

รายงานจาก World Bank เปิดเผยว่า คะแนน PISA (Programme for International Student Assessment) ซึ่งเป็นการทดสอบโดย OECD เพื่อวัดความสามารถของเยาวชนวัย 15 ปีในด้านการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ พบว่าเด็กไทยจำนวนมากสอบไม่ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำ โดย 68% ของเด็กไทยวัย 15 ปีมีผลสอบด้านคณิตศาสตร์ต่ำกว่าเกณฑ์ 65% ด้านการอ่านต่ำกว่าเกณฑ์ และ 53% ด้านวิทยาศาสตร์ต่ำกว่าเกณฑ์

เมื่อเทียบกับการทดสอบ PISA ในปี 2012 ผลงานของเด็กไทยยังดีกว่านี้ โดยมีผู้ได้คะแนนต่ำกว่าเกณฑ์เพียง 50% ในด้านคณิตศาสตร์ 33% ด้านการอ่าน และ 34% ด้านวิทยาศาสตร์ สะท้อนให้เห็นว่าการศึกษาไทยเมื่อกว่าสิบปีที่แล้วอาจเหมาะสมกับบริบทในยุคนั้น แต่ไม่สามารถใช้ได้ในปัจจุบันอีกต่อไป

หลักสูตรเน้นท่องจำ

สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ระบุว่า ในไตรมาส 2 ปี 2026 ประเทศไทยมีคนว่างงานสูงถึง 4 แสนคน โดยราว 192,000 คนเป็นผู้ที่ไม่มีประสบการณ์การทำงานมาก่อน หรืออาจเป็นเด็กจบใหม่ ดังนั้นแค่ปริญญาตรีอาจไม่พออีกต่อไป คนรุ่นใหม่จำเป็นต้องมีทักษะเท่าทันโลก เช่น ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) และทักษะความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ (Creative & Imaginative Thinking)

รายงาน Next Generation Thailand ซึ่งเป็นการสำรวจคนรุ่นใหม่ไทยวัย 18-30 ปี จากทุกความหลากหลาย จัดทำโดย British Council พบว่า 39% ของนักเรียนไทยมองว่าหลักสูตรการศึกษาเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ควรได้รับการปรับปรุง

ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาระดับอุดมศึกษาให้สัมภาษณ์กับ British Council ว่า “หลักสูตรไทยเน้นการท่องจำ ทำให้เหลือพื้นที่น้อยมากสำหรับการพัฒนาทักษะการสร้างสรรค์ หรือการคิดเชิงวิพากษ์”

ความเห็นนี้สอดคล้องกับเสียงสะท้อนจากคนรุ่นใหม่ที่เข้าร่วมการสนทนากลุ่ม อาทิ ชายวัย 25 ปี กล่าวว่า “หลักสูตรไม่เคยถูกปรับเปลี่ยน แม้โลกจะเปลี่ยนไปแล้ว” หญิงวัย 21 ปี กล่าวว่า “ประเทศไทยยังคงสอนเพื่อสอบ ไม่ได้สอนเพื่อใช้ในชีวิตจริง” และชายวัย 28 ปี กล่าวว่า “การศึกษาไม่สอดคล้องกับการทำงาน และไม่ได้สอนให้เรารู้จักวิธีคิด”

ปัญหาทั้งระบบนิเวศ

นอกเหนือจากหลักสูตรแล้ว ระบบนิเวศการศึกษาโดยรวมยังมีปัญหา เช่น คุณภาพการสอนที่ขาดความสม่ำเสมอและยังยึดติดกับรูปแบบเดิม คือการทำโทษเมื่อเกิดความผิดพลาด แทนที่จะมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ อีกทั้งยังเน้นสอนให้จบเนื้อหา มากกว่าสอนให้เข้าใจ

การขาดแคลนบุคลากรทางการศึกษา โดยเฉพาะครูโรงเรียนรัฐที่ต้องแบกรับภาระด้านเอกสารและงานธุรการจำนวนมาก จนจำกัดโอกาสในการปฏิสัมพันธ์อย่างมีคุณภาพกับนักเรียน ขณะที่โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลไม่ได้รับการสนับสนุนที่เพียงพอ ต้องพึ่งชุมชนเป็นหลัก

ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษายังปรากฏชัดในหลายมิติ 26% ของนักเรียนระบุว่าระยะทางไปสถานศึกษาเป็นปัญหา โดยเฉพาะเยาวชนในภาคอีสานจนต้องหยุดเรียน ขณะที่ 30% เห็นว่าโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกควรได้รับการปรับปรุง รวมถึงขาดแคลนแหล่งเรียนรู้ดิจิทัล และโอกาสทางการศึกษาระหว่างกรุงเทพฯ กับจังหวัดอื่นๆ โดยเฉพาะชนบทยังแตกต่างกันมาก

ผลกระทบต่อการทำงาน

ความอ่อนแอของพื้นฐานการศึกษาไทยนำไปสู่ความไม่สอดคล้องระหว่างวุฒิการศึกษากับความต้องการของตลาดแรงงาน แม้หลายคนจะมีใบปริญญา แต่ World Bank มองว่ามหาวิทยาลัยในไทยมีความสามารถในการแข่งขันกับตลาดโลกแค่ระดับพอถูไถ ขาดความร่วมมือระหว่างสถาบัน และขาดบุคลากรสาย STEM ที่เพียงพอ

นอกจากนี้ World Bank ระบุว่ามหาวิทยาลัยยังไม่สอนทักษะที่ตลาดแรงงานยุคใหม่ต้องการ แม้นายจ้างจะกำหนดวุฒิการศึกษาขั้นต่ำเป็นปริญญาตรี แต่ 62% ของบริษัทในไทยกลับรู้สึกว่าหาคนเก่งๆ ในตลาดได้ยากมาก

หนึ่งในผู้เข้าร่วมการสนทนากลุ่มเพศหญิงวัย 24 ปี กล่าวว่า “ฉันเรียนและทำงานหนัก แต่บางครั้งก็รู้สึกเหมือนวิ่งวนอยู่ที่เดิม”

สำหรับประเทศไทย การยกระดับการศึกษาจึงไม่ใช่แค่การปรับหลักสูตร แต่ต้องแก้ทั้งระบบตั้งแต่การผลิตครู การจัดสรรงบประมาณไปจนถึงการลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อให้เด็กไทยมีทักษะที่ใช้ได้จริงในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ข่าวอื่น ๆ

Sitemap