
- เศรษฐกิจ
- กองบรรณาธิการ
ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานกรรมการในคณะกรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และหนึ่งในผู้ก่อตั้ง CARE คิด เคลื่อน ไทย เปิดเผยผ่านรายการ Moonshot Podcast ตอนที่ 2 ว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญปัญหาซับซ้อนเชิงโครงสร้างที่ต้องแก้ทีละชั้น และเสนอแผนปฏิรูปครั้งใหญ่เพื่อพาประเทศหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลาง โดยมี นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นพิธีกรดำเนินรายการ
ประชากรลด ฉุดศักยภาพ
ดร.ศุภวุฒิ ระบุว่า หากเศรษฐกิจไทยยังโตเพียง 2% ต่อปี การก้าวขึ้นเป็นประเทศรายได้สูงจากรายได้ต่อหัว 8,100 ดอลลาร์ เป็น 35,000 ดอลลาร์ต่อปี เทียบเท่าเกาหลีใต้ อาจต้องใช้เวลาถึง 37-50 ปี โดยสาเหตุสำคัญไม่ได้มาจากการแข่งขันภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่มาจากโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงไป งานวิจัยของธนาคารโลกชี้ว่า วัยแรงงานกำลังลดลงจากกว่า 40 ล้านคน เหลือ 37 ล้านคน ขณะที่ผู้สูงอายุจะเพิ่มจาก 15 ล้านคน เป็น 20 ล้านคนในปี 2040 และเด็กเกิดใหม่จะลดจาก 10 ล้านคน เหลือเพียง 7 ล้านคน ปัจจัยนี้ฉุด GDP ลงราว 1% และจะกดดันต่อเนื่องในอนาคต
ทางออกที่เป็นแก่นกลางคือ ต้องทำให้ผู้สูงอายุป่วยน้อยลง และเด็กที่เกิดน้อยลงมีความเก่งกาจมากขึ้น ซึ่งรวมถึงการปรับระบบการศึกษาและสาธารณสุขให้สอดรับกับสังคมสูงวัย
รื้อระบบการศึกษา
ด้านการศึกษา ดร.ศุภวุฒิ ชี้ว่าคะแนน PISA ของไทยรั้งท้ายอาเซียนและตกต่ำลงในทุกทักษะ ทั้งการอ่าน วิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ โดยธนาคารโลกประเมินว่าหากไทยดันคะแนน PISA ขึ้นไป 100 แต้มให้แตะมาตรฐาน OECD ที่ 500 คะแนน จะทำให้ GDP เติบโตขึ้นถึง 3.5% แนวทางที่เสนอคือ การแก้ปัญหาภาวะแคระแกร็นในเด็กเล็ก การยุบรวมโรงเรียนขนาดเล็กที่ไร้ประสิทธิภาพ และการนำ AI มาช่วยสอนเพื่อลดภาระงบประมาณกระทรวงศึกษาธิการที่มีถึง 3.5 แสนล้านบาท ซึ่ง 70% เป็นค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรครู
ที่สำคัญคือต้องทลายการผูกขาดของกระทรวงศึกษาธิการที่มีรัฐมนตรีเปลี่ยนหน้าถึง 14 คนในรอบ 15 ปี โดยเสนอให้กระจายอำนาจและใช้ระบบคูปองการศึกษา ให้งบประมาณตามรายหัวเด็ก คล้ายโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค เพื่อสร้างการแข่งขันด้านคุณภาพระหว่างโรงเรียน
เดินหน้า Wellness Economy
ดร.ศุภวุฒิ เสนอว่าแทนที่ไทยจะกระโดดเข้าแข่งขันในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เซมิคอนดักเตอร์ หรือการเป็นศูนย์กลาง Data Center ซึ่งเป็น Red Ocean ควรใช้จุดแข็งที่มีสร้าง Blue Ocean ผ่าน Wellness Economy โดยยกระดับการท่องเที่ยวสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพ สปา การแพทย์แผนไทย และอาหารปลอดภัยเชิงออร์แกนิก เพื่อตอบโจทย์เมกะเทรนด์โลกที่ผู้คนแสวงหาความมีอายุยืนยาว
ดร.ศุภวุฒิ ยกตัวอย่างการดูแลสุขภาพตนเองตั้งแต่อายุ 50 กว่าปี ด้วยการคุมอาหาร จำกัดมื้อ และออกกำลังกายให้เท่ากับเวลากิน จนปัจจุบันในวัย 70 ปีสามารถกลับมาตีเทนนิสได้ ซึ่งหากคนไทยทำได้ จะช่วยลดภาระงบประมาณ สปสช. ที่ปัจจุบัน 50% ถูกใช้ไปกับผู้สูงอายุซึ่งมีสัดส่วนเพียง 5% ของประชากร
พลิกเกษตรและ SMEs
ในภาคการเกษตร ดร.ศุภวุฒิ เสนอให้เลิกมุ่งเป้าเป็นแชมป์ส่งออกข้าวราคาถูกปีละ 15 ล้านตัน แต่เน้นข้าวคุณภาพสูง 2-3 ล้านตัน และเลิกมาตรการกีดกันการนำเข้าสินค้าเกษตรที่ทำให้ต้นทุนอาหารสัตว์แพงขึ้น พร้อมปรับบทบาทสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐอย่าง ธ.ก.ส. ที่มีหนี้สะสมจากโครงการรัฐเฉียด 1 ล้านล้านบาท ให้เป็นวาณิชธนกิจที่เข้าไปร่วมลงทุน อัปสเกล และนำเทคโนโลยีมาช่วยเกษตรกรและ SMEs ผลิตสินค้ามูลค่าสูง โดยมีมหาวิทยาลัย Wageningen ในเนเธอร์แลนด์เป็นต้นแบบงานวิจัยที่ใช้ได้จริง
สำหรับ SMEs ที่เข้าถึงสินเชื่อยากเพราะธนาคารไม่ปล่อยกู้มา 15 ไตรมาสจากปัญหาหนี้เสีย (NPL) สูงถึง 11% รัฐควรสร้างระบบ Venture Capital เข้าไปเติมทุน มากกว่าบังคับให้ธนาคารปล่อยกู้ ควบคู่กับการช่วยทำระบบบัญชีให้เป็นมืออาชีพ
ปฏิรูปราชการ-ปลดแอกพลังงาน
การปฏิรูปภาครัฐจะถูกขับเคลื่อนด้วยเป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 ซึ่งจะเป็นไฟลท์บังคับให้ไทยต้องสังคายนากฎหมายและกฎกระทรวงนับพันฉบับที่ล้าหลังและเอื้อต่อการผูกขาด รวมถึงการปรับโครงสร้าง อย. ให้แยกส่วนอาหารและยาออกจากกัน เพื่อเปลี่ยนบทบาทจากผู้คุมกฎเป็นผู้ส่งเสริม และเร่งยุบรวมหน่วยงานราชการส่วนภูมิภาค พร้อมนำ AI มาเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพเพื่อลดงบรักษาพยาบาลข้าราชการที่ทะลุแสนล้านบาทต่อปี
ด้านอิสรภาพทางพลังงาน ดร.ศุภวุฒิ ประเมินว่าแผน PDP ปัจจุบันล่าช้า ไทยพึ่งพาพลังงานนำเข้ามากเกินไป ทางรอดคือการเร่งลงทุนพลังงานแสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ ควบคู่กับการอัปเกรดสายส่งไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) โดยคาดว่าต้องใช้เม็ดเงินลงทุนราว 5 ล้านล้านบาท (รัฐลงทุนสายส่ง 1 ล้านล้านบาท และเอกชน 3.5 ล้านล้านบาท) ในช่วง 25 ปี เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าให้ได้ 150-200 กิกะวัตต์ (เป็นพลังงานสะอาด 60%) เพื่อรองรับเป้าหมาย Net Zero และการเข้ามาลงทุนด้านเทคโนโลยี
ยุทธศาสตร์มหาอำนาจ
ในประเด็นระเบียบโลกใหม่ ท่ามกลางการผงาดของจีนและการเข้าสู่สภาวะขาลงของสหรัฐฯ ตามทฤษฎี Ferguson’s Law ที่คาดการณ์ว่าในปี 2025 ภาระดอกเบี้ยหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ จะแซงหน้างบกลาโหม ดร.ศุภวุฒิ เสนอว่า ไทยไม่จำเป็นต้องถูกต้อนให้เลือกข้าง แต่ต้องดำเนินยุทธศาสตร์ทำให้มหาอำนาจอยากพึ่งพาเรา ตัวอย่างรูปธรรมคือ การรักษาดุลอำนาจด้วยการนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ มาเป็นวัตถุดิบ ซึ่งเป็นการผูกมิตรกับฐานเสียงทางการเมืองของสหรัฐฯ ในขณะเดียวกันก็ร่วมมือและใช้ประโยชน์จากโครงข่ายรถไฟความเร็วสูงของจีนในการส่งออกสินค้าอาหารคุณภาพสูงกลับไป การสร้างจุดยืนที่มหาอำนาจขาดไม่ได้ จะเป็นเกราะคุ้มกันชั้นดีที่สุดของประเทศไทยในโลกที่กำลังแบ่งขั้วอย่างรุนแรง
สำหรับผู้อ่านไทย แผนปฏิรูปที่ ดร.ศุภวุฒิ เสนอนี้สะท้อนความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะภาคการศึกษาและภาครัฐ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญต่อขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว ท่ามกลางบริบทที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
— The 2026 Moutai Night in Seoul brought together political, business and cultural guests on October 25, using Qi Purple, Miao craft and baijiu culture as a bridg
— American golfer John Catlin closed with a 64 to win the 2026 Link Hong Kong Open at Fanling by five strokes, as Premier Partner Moutai brought Jiang-aroma baiji