ศุภจีชี้โมเดลเดิมมหานครผลไม้จันทบุรีไปต่อยาก วางแผนใหม่รับฤดูกาลผลิตปี 2570

ศุภจีชี้โมเดลเดิมมหานครผลไม้จันทบุรีไปต่อยาก วางแผนใหม่รับฤดูกาลผลิตปี 2570

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงต่อที่ประชุมวุฒิสภาเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ว่า โครงการจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการมหานครผลไม้ครบวงจร จังหวัดจันทบุรี ในรูปแบบเดิมไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ เนื่องจากติดข้อจำกัดทั้งด้านงบประมาณ ทำเลที่ตั้ง และกฎหมายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน จึงต้องปรับแนวทางใหม่โดยใช้กลไก “ตลาดนำผลิต” เพื่อรองรับฤดูกาลผลิตปี 2570

ข้อจำกัดที่ทำให้โครงการเดิมสะดุด

นางศุภจีชี้แจงกระทู้ถามของนายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา สมาชิกวุฒิสภา ว่า โครงการมหานครผลไม้จันทบุรีถูกผลักดันมาตั้งแต่ปี 2548 เมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้จังหวัดจันทบุรีเป็นที่ตั้งตลาดกลางภาคตะวันออก มีการสำรวจพื้นที่และออกแบบโครงการแล้ว แต่ต่อมาพบข้อจำกัดด้านงบประมาณและทำเลที่ตั้ง รวมทั้งสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เห็นว่าภาครัฐควรมีบทบาทสนับสนุนและอำนวยความสะดวก ขณะที่ภาคเอกชนควรเป็นผู้ลงทุนและบริหารจัดการ ทำให้โครงการต้องชะลอออกไป

ปี 2561 มีความพยายามรื้อฟื้นโครงการอีกครั้งและเสนอของบประมาณราว 940 ล้านบาท แต่ยังติดข้อจำกัดด้านกฎหมายว่าด้วยการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน โดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เห็นว่าโครงการไม่เข้าข่ายโครงสร้างพื้นฐานหรือบริการสาธารณะตามพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 จึงไม่สามารถดำเนินการในรูปแบบดังกล่าวได้

“สถานการณ์ผลไม้ไทยเปลี่ยนแปลงไปมาก ทั้งปริมาณผลผลิต ผู้ประกอบการ และตลาด หากนำโครงการรูปแบบเดิมกลับมาเสนอ ก็อาจติดข้อจำกัดเดิม เราจึงต้องปรับวิธีการให้เหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบัน” นางศุภจีกล่าว

ส่งออก 7 เดือนทะลุทั้งปี 68

โครงสร้างตลาดผลไม้ไทยเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยปริมาณส่งออกเพิ่มจากราว 150,000 ตันในปี 2548 เป็นมากกว่า 1 ล้านตันในปี 2568 ส่วนมูลค่าส่งออกเพิ่มจากประมาณ 2,700 ล้านบาท เป็น 143,000 ล้านบาท ล่าสุดช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 การส่งออกผลไม้มีมูลค่าราว 145,892 ล้านบาท สูงกว่ามูลค่าส่งออกทั้งปี 2568 แล้ว สะท้อนศักยภาพของเกษตรกรและผู้ประกอบการไทยที่ปรับตัวได้ดีขึ้น

ในปีนี้กระทรวงพาณิชย์ทำงานเชิงรุกตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ทั้งการดูแลคุณภาพและมาตรฐาน การทำตลาดล่วงหน้า และอำนวยความสะดวกด้านการขนส่ง โดยประสานเส้นทางผ่านเวียดนามไปจีน และเปิดช่องทางพิเศษเพิ่มเติม 40 ช่องทาง เพื่อให้การส่งออกผลไม้ไม่ติดขัด

เดินหน้า ‘ตลาดนำผลิต’ เปิดตลาดใหม่

จากนี้กระทรวงพาณิชย์จะปรับแนวคิดจากการแก้ปัญหาหลังผลผลิตล้นตลาดมาเป็น “ตลาดนำผลิต” โดยมอบหมายกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศและทูตพาณิชย์ศึกษาความต้องการของตลาดแต่ละประเทศล่วงหน้า ทั้งสายพันธุ์ ขนาด คุณภาพ และรูปแบบผลิตภัณฑ์ เพื่อใช้วางแผนการผลิตและการตลาดสำหรับฤดูกาลถัดไป พร้อมเร่งเปิดตลาดใหม่เพื่อลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป

กระทรวงพาณิชย์จะนำคณะทูตจากประเทศต่าง ๆ ลงพื้นที่แหล่งผลิตทั้งจังหวัดจันทบุรีและภาคใต้ เพื่อทำความรู้จักทุเรียนไทยหลากหลายสายพันธุ์ ทั้งทุเรียนพรีเมียมและทุเรียน GI โดยเน้นคุณภาพ รสชาติ และลักษณะเนื้อ ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะขนาด

อีกด้านหนึ่ง กระทรวงพาณิชย์จะเร่งส่งเสริมการแปรรูปผลไม้ โดยเฉพาะทุเรียน ซึ่งปัจจุบันยังพึ่งพาการส่งออกผลสดเป็นหลัก เพื่อรองรับผลผลิตที่มีขนาดหรือคุณลักษณะไม่ตรงกับความต้องการของตลาด และลดผลกระทบจากความผันผวนของฤดูกาลและอุปสงค์ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศและสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) จะเร่งเก็บข้อมูลความต้องการสินค้าแปรรูปของแต่ละตลาดและทำตลาดควบคู่กัน เพื่อเตรียมรองรับฤดูกาลผลิตปี 2570

สำหรับจังหวัดจันทบุรี กระทรวงพาณิชย์ได้หารือร่วมกับจังหวัด ภาคเอกชน และมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี เพื่อศึกษาแนวทางการแปรรูปให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและเพิ่มมูลค่าผลผลิต โดยให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทด้านการบริหารจัดการ ส่วนภาครัฐทำหน้าที่สนับสนุนและอำนวยความสะดวก

“ถ้าสิ่งที่เคยทำติดข้อจำกัด เราต้องปรับวิธีการ ไม่ใช่ทำแบบเดิมแล้วติดปัญหาเดิม ดิฉันยืนยันว่าไม่ได้ทิ้งเรื่องนี้ และจะเดินหน้าต่อ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีกับเกษตรกร” นางศุภจีกล่าว

นางศุภจีย้ำว่า กระทรวงพาณิชย์ยังไม่ทิ้งเป้าหมายยกระดับการบริหารจัดการผลไม้ครบวงจร และพร้อมรับข้อเสนอของสมาชิกวุฒิสภาไปหารือกับคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง ในส่วนที่ดำเนินการได้ทันทีจะเร่งสร้างตลาดล่วงหน้า ศึกษาความต้องการตลาด เปิดตลาดใหม่ และเพิ่มการแปรรูป เพื่อให้เกษตรกรมีตลาดรองรับชัดเจนก่อนเข้าสู่ฤดูกาลผลิต ลดความเสี่ยงจากผลผลิตกระจุกตัวและลดความผันผวนของราคา

ข่าวอื่น ๆ

Sitemap