ศุภจีชี้ความมั่นคงเศรษฐกิจคือความมั่นคงชาติ รับมือโลกใหม่ด้วย 3 เสาหลัก

ศุภจีชี้ความมั่นคงเศรษฐกิจคือความมั่นคงชาติ รับมือโลกใหม่ด้วย 3 เสาหลัก

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ปาฐกถาพิเศษเปิดภาคการศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 69 ณ หอประชุมวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 โดยได้รับมอบหมายจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวในหัวข้อ “ยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางเศรษฐกิจไทยในภูมิทัศน์โลกใหม่ : การสร้างสมดุลอำนาจ ความยืดหยุ่น และการเติบโตอย่างยั่งยืน” เน้นย้ำว่าความมั่นคงทางเศรษฐกิจเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงแห่งชาติ ไทยต้องรักษาทางเลือกในการร่วมมือกับโลก เตรียมพร้อมรับแรงกระแทก และทำให้โอกาสจากการค้าและการลงทุนสร้างรายได้และความสามารถให้คนไทยอย่างทั่วถึง

โลกใหม่เปลี่ยนกติกา

นางศุภจีระบุว่า การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ การปรับห่วงโซ่อุปทาน เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสังคมสูงวัย กำลังเปลี่ยนกติกาเศรษฐกิจโลก ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นนอกประเทศสามารถส่งผ่านถึงต้นทุนธุรกิจ การจ้างงาน และค่าครองชีพได้อย่างรวดเร็ว ไทยจึงต้องดูแลเสถียรภาพระยะสั้นควบคู่กับการปรับโครงสร้าง เพื่อเพิ่มผลิตภาพและลดความเปราะบางของระบบเศรษฐกิจ

จากบริบทดังกล่าว รองนายกรัฐมนตรีได้เสนอแนวทางผ่านยุทธศาสตร์ 3 เสาหลัก เพื่อรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทยทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

เสาที่ 1 สร้างสมดุลอำนาจ

เสาหลักแรก Balancing Power คือการสร้างสมดุลอำนาจและรักษาทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ ด้วยการกระจายตลาดและเครือข่ายหุ้นส่วน รักษาความสัมพันธ์กับขั้วเศรษฐกิจสำคัญ เชื่อมโยงอาเซียน และใช้ประโยชน์จาก FTA พร้อมขยายความร่วมมือแบบ Co-Creation หรือ Sell With ไปสู่การร่วมพัฒนาสินค้า เทคโนโลยี การลงทุน และตลาด เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมในระยะยาว โดยมีความน่าเชื่อถือของฐานการผลิตและระบบตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้าเป็นรากฐานสำคัญ

เสาที่ 2 รับมือและฟื้นตัว

เสาหลักที่สอง Building Resilience มุ่งสร้างความยืดหยุ่นและความสามารถในการรับมือและฟื้นตัว ผ่านการกระจายแหล่งพลังงาน วัตถุดิบ และเส้นทางขนส่ง รักษาความมั่นคงทางอาหาร ปกป้องโครงสร้างพื้นฐานและระบบดิจิทัล รวมถึงลงทุนรับมือภัยพิบัติเพื่อลดการหยุดชะงักของการผลิตและโลจิสติกส์ ควบคู่กับการรักษากำลังสำรองทางการคลังและดูแลสภาพคล่องของครัวเรือนกับ SMEs

นางศุภจีระบุว่า ความพร้อมรับวิกฤตจึงเป็นทั้งหลักประกันความเป็นอยู่ของประชาชนและปัจจัยสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย

เสาที่ 3 โตอย่างยั่งยืน

เสาหลักที่สาม Driving Sustainable Growth คือการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยเชื่อมการส่งออกและการลงทุนเข้ากับผู้ผลิตและผู้ให้บริการไทย ให้เกิดมูลค่าเพิ่ม การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาทักษะในประเทศ พร้อมยกระดับ SMEs ผ่านการแข่งขันที่เป็นธรรม การเข้าถึงเงินทุน และตลาดใหม่ ต่อยอดเศรษฐกิจผู้มาเยือนและเศรษฐกิจสร้างสรรค์เพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชน และสนับสนุนการปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

ในช่วงท้ายของการปาฐกถา นางศุภจีได้ฝากผู้นำจากภาคทหาร ภาครัฐ และภาคเอกชนให้ร่วมขับเคลื่อนความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยทุกนโยบายควรตอบให้ได้ว่า เพิ่มขีดความสามารถของประเทศหรือไม่ ลดความเปราะบางและสร้างทางเลือกหรือไม่ และสร้างการเติบโตที่มั่นคงในระยะยาวหรือไม่ พร้อมเสนอให้พัฒนาข้อมูลการพึ่งพาสินค้าสำคัญ ระบบเตือนภัย และแผนสำรองร่วมกัน เพื่อให้ประเทศตัดสินใจได้ทันการณ์ รักษาความต่อเนื่องของเศรษฐกิจ และคุ้มครองประชาชนเมื่อเผชิญวิกฤต

สำหรับผู้อ่านในประเทศไทย แนวทางทั้ง 3 เสาหลักนี้สะท้อนทิศทางที่ภาครัฐจะให้ความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยงทางการค้า การดูแลต้นทุนและค่าครองชีพของครัวเรือน ตลอดจนการยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการรายเล็กให้รับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่อาจส่งผลต่อรายได้และราคาสินค้าในประเทศในระยะต่อไป

ข่าวอื่น ๆ

Sitemap