รัฐเตรียมขึ้นภาษี EV นำเข้า 30% หวังดึงค่ายจีนลงทุนผลิตในไทย

รัฐเตรียมขึ้นภาษี EV นำเข้า 30% หวังดึงค่ายจีนลงทุนผลิตในไทย

คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ หรือ บอร์ด EV เตรียมปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ โดยรถ EV ที่นำเข้าทั้งคันหรือ CBU จะต้องเสียภาษีประมาณ 30% จากปัจจุบันที่ราว 10% เพื่อกดดันให้ค่ายรถหันมาลงทุนและผลิตในประเทศมากขึ้น หลังไทยเปิดรับ EV นำเข้าโดยเฉพาะจากจีนมานานหลายปีจนเกิดการแข่งขันด้านราคารุนแรงและกดดันฐานการผลิตในประเทศ

ภาษี 3 ระดับตามการลงทุน

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยกับสำนักข่าว Bloomberg ว่า รัฐบาลอยู่ระหว่างหารือกับภาคอุตสาหกรรมยานยนต์เพื่อกำหนดอัตราภาษีใหม่ โดยบอร์ด EV เห็นชอบหลักการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตเป็น 3 ระดับ ผูกอัตราภาษีกับการลงทุน การผลิต และการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ

ระดับ Tier 1 เสียภาษีต่ำที่สุด สำหรับค่ายที่ผลิตรถในไทยและใช้ชิ้นส่วนในประเทศสัดส่วนสูง โดยเฉพาะชิ้นส่วนสำคัญของ EV ที่ผลิตในไทย ส่วน Tier 2 เสียภาษีระดับกลาง สำหรับบริษัทที่นำเข้ารถเพื่อทดลองตลาดหรือเริ่มต้นลงทุน แต่มีแผนผลิตรถในไทยควบคู่กัน และ Tier 3 เสียภาษีสูงที่สุด สำหรับบริษัทที่นำเข้ารถมาขายอย่างเดียวโดยไม่มีโรงงานหรือแผนลงทุนในไทย ซึ่งคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 30%

สำหรับรถที่ผลิตในไทย รัฐจะพิจารณาระดับ Local Content โดยเฉพาะการใช้ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำคัญ เพื่อกำหนดอัตราภาษีตามระดับการลงทุน การผลิต และมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในประเทศ

ค่ายรถ 9 รายตั้งฐานในไทยแล้ว

นายเอกนิติ ระบุว่า ค่ายรถบางรายที่ปัจจุบันนำเข้ารถจากจีนและยุโรปได้เข้าหารือกับรัฐบาลแล้ว เพื่อเตรียมลงทุนในไทยและรับสิทธิประโยชน์จากภาษีที่ต่ำกว่า แต่ต้องแลกด้วยการลงทุนเพิ่มและการใช้ซัพพลายเชนในประเทศ ปัจจุบันมีค่ายรถ EV 9 รายเข้ามาตั้งฐานดำเนินงานในไทยแล้ว และบางรายเริ่มผลิตเพื่อส่งออก สะท้อนว่ารัฐต้องการต่อยอดการลงทุนเหล่านี้ให้ไทยยังคงเป็นฐานการผลิตยานยนต์ของภูมิภาคต่อไป

รื้อ Local Content ทั้งระบบ

อย่างไรก็ตาม นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร มองว่าการขึ้นภาษีเป็นเพียงมาตรการทางอ้อม แม้จะช่วยสร้างกำแพงให้โรงงานผลิตรถยนต์ในประเทศ แต่หากต้องการให้ EV สร้างมูลค่าเพิ่มถึงผู้ผลิตชิ้นส่วนและแรงงานไทย รัฐต้องรื้อกลยุทธ์ Local Content ให้ตรงเป้ากว่านี้ใน 4 ด้าน

ด้านแรกคือการตรวจเข้มวิธีวัด Local Content ตั้งแต่มาตรการ EV 3.0 ถึง EV 3.5 ซึ่งรัฐจ่ายเงินอุดหนุนค่ายรถ EV ไปแล้วราว 2.5 หมื่นล้านบาท โดยมีเงื่อนไขให้ผลิตรถชดเชยรวมประมาณ 2 แสนคัน นายวีระยุทธ มองว่าวิธีวัดที่ผ่านมายังมีช่องว่าง เพราะค่ายรถสามารถแจ้งข้อมูลเอง และการคำนวณยังรวมค่าน้ำ ค่าไฟ และกำไร ซึ่งไม่ได้สะท้อนมูลค่าที่ตกถึงซัพพลายเออร์ไทยโดยตรง จึงควรตรวจสอบและปรับวิธีคำนวณใหม่

ด้านที่สอง คือการนับการลงทุนเพื่ออนาคตเป็น Local Content ไม่ควรดูแค่สัดส่วนชิ้นส่วนที่ผลิตในไทย แต่ควรนับการลงทุนที่ช่วยยกระดับอุตสาหกรรม เช่น ศูนย์ R&D ด้านแบตเตอรี่ ซอฟต์แวร์ยานยนต์ หรือไฮโดรเจนสำหรับรถขนส่ง เพื่อพาซัพพลายเชนไทยไปสู่เทคโนโลยียานยนต์ยุคใหม่

ด้านที่สาม คือการเพิ่มงบพัฒนาทักษะแรงงาน นายวีระยุทธเสนอให้เพิ่มงบ โดยเฉพาะด้านอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล โดยระบุว่างบปี 2570 ยังมีจำกัด เช่น กระทรวงอุตสาหกรรมได้ 6 ล้านบาทเพื่อช่วย 15 บริษัท รวมแรงงาน 200 คน ขณะที่กระทรวงแรงงานได้ 52 ล้านบาท ตั้งเป้าพัฒนาทักษะแรงงานราว 1 หมื่นคน

ด้านสุดท้าย คือการช่วย SME Tier 2 และ Tier 3 ลดคาร์บอน ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยจำนวนมากอยู่ในกลุ่มนี้ซึ่งส่วนใหญ่เป็น SMEs ที่ยังใช้เครื่องจักรและกระบวนการผลิตแบบเดิม ขณะที่ตลาดส่งออกเริ่มใช้มาตรฐานสิ่งแวดล้อมเข้มขึ้น เช่น NVES ของออสเตรเลีย เขาเสนอให้รัฐช่วย SMEs เปลี่ยนเครื่องจักรและกระบวนการผลิตเพื่อลดคาร์บอน ไม่ใช่จำกัดการสนับสนุนไว้เฉพาะการลงทุนขนาดใหญ่หรือนวัตกรรม

ท้ายที่สุด การขึ้นภาษี EV นำเข้าอาจช่วยดึงค่ายรถเข้ามาผลิตในไทย แต่การฟื้นอุตสาหกรรมยานยนต์ไม่ได้จบแค่การมีโรงงาน หากไทยต้องการได้ประโยชน์จากยุค EV จริง ทั้งผู้ผลิตชิ้นส่วน แรงงาน และ SMEs ก็ต้องเปลี่ยนผ่านไปพร้อมกัน มิฉะนั้น 'ดีทรอยต์แห่งเอเชีย' ของไทยอาจเป็นแค่ตำนานเท่านั้น

ข่าวอื่น ๆ

Sitemap