มิน อ่อง ไลง์ เปิดใจ TIME หวังดึงสหรัฐฯ ถ่วงดุลจีน แลกปลดแซงก์ชัน

มิน อ่อง ไลง์ เปิดใจ TIME หวังดึงสหรัฐฯ ถ่วงดุลจีน แลกปลดแซงก์ชัน

พล.อ.มิน อ่อง ไลง์ ผู้นำการปกครองทหารเมียนมา ซึ่งปัจจุบันเรียกตนเองว่าประธานาธิบดี ได้เปิดบทสัมภาษณ์พิเศษกับนิตยสาร TIME เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่การรัฐประหารเมื่อปี 2564 โดยพยายามปรับภาพลักษณ์จากผู้นำกองทัพสู่รัฐบุรุษพลเรือน ด้วยการสวมชุดโสร่งแทนเครื่องแบบทหาร ท่ามกลางวิกฤตสงครามกลางเมืองและเศรษฐกิจดิ่งเหว พร้อมส่งสัญญาณฟื้นฟูความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ และชาติตะวันตก เพื่อถ่วงดุลอำนาจจีนที่แผ่อิทธิพลเหนือนโยบายประเทศ

ภาพลักษณ์ใหม่ท่ามกลางคำถามหนัก

แม้จะพยายามสร้างภาพผู้นำพลเรือน แต่บรรยากาศการสัมภาษณ์กลับตึงเครียดเมื่อถูกถามถึงประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ขบวนการค้ายาเสพติด และธุรกิจของเครือญาติที่ถูกคว่ำบาตร โดยผู้นำเมียนมายังคงใช้ท่าทีบ่ายเบี่ยงและหลีกเลี่ยงการตอบคำถามตรง ๆ ตามสไตล์นายทหารชั้นผู้ใหญ่

ในทางปฏิบัติ รัฐบาลทหารเมียนมากำลังเผชิญวิกฤตอย่างหนัก โดยสามารถควบคุมพื้นที่ได้น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศ เนื่องจากการสู้รบกับกลุ่มชาติพันธุ์และรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) ที่ก่อตั้งโดยกลุ่มอดีตนักการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย ความขัดแย้งตลอด 5 ปีที่ผ่านมาคร่าชีวิตผู้คนไปแล้วมากกว่า 100,000 ราย และทำให้ประชาชนกว่า 3.6 ล้านคนกลายเป็นผู้พลัดถิ่น

ขณะที่องค์กรสิทธิมนุษยชนและสหประชาชาติ (UN) ตั้งข้อหาหนักต่อกองทัพเมียนมา ทั้งการทำลายหมู่บ้าน การสังหารหมู่พลเรือน อาชญากรรมสงคราม ไปจนถึงการสูญพันธุ์ทางเชื้อชาติ ซึ่ง พล.อ.มิน อ่อง ไลง์ ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยอ้างว่าเป็นการปฏิบัติตามภารกิจปกป้องอธิปไตยของชาติ

เกมการทูตยุคทรัมป์

ประเด็นที่น่าจับตาคือการที่เมียนมากำลังมองหาทางรอดผ่านนโยบายการต่างประเทศยุคใหม่ของสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเน้นการทูตแบบแลกเปลี่ยนผลประโยชน์มากกว่าการชูค่านิยมประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน

นักวิเคราะห์มองว่า เมียนมากำลังใช้ปัญหาเร่งด่วนที่กระทบระดับโลกเป็นข้อต่อรอง ทั้งปัญหาปราบปรามเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่สร้างความเสียหายปีละกว่า 1.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 5 ล้านล้านบาท รวมถึงปัญหายาเสพติดและการทะลักของผู้อพยพ ขณะเดียวกัน เมียนมานับเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติสำคัญ ทั้งแร่แรร์เอิร์ธ หยก อัญมณี และพลังงาน ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ทั้งวอชิงตันและปักกิ่งต่างจับตามอง

นอกจากนี้ มีรายงานว่า พล.อ.มิน อ่อง ไลง์ ได้ว่าจ้าง โรเจอร์ สโตน ล็อบบี้ยิสต์ชื่อดังและคนสนิทของทรัมป์ ด้วยค่าจ้างเดือนละ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ 1.7 ล้านบาท เพื่อช่วยเดินเกมเจรจาเร่งฟื้นฟูความสัมพันธ์กับกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

เศรษฐกิจจม ข้อต่อรองปลดแซงก์ชัน

สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งเกิดจากความกังวลลึก ๆ ของกองทัพเมียนมาต่อการถูกจีนเข้าแทรกแซงและครอบงำทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์มากเกินไป แม้ว่าปักกิ่งจะให้ความช่วยเหลือด้านอาวุธและหนุนหลังในเวทีโลก แต่ขณะเดียวกันจีนก็ให้การสนับสนุนกลุ่มกองกำลังชาติพันธุ์บริเวณชายแดนเพื่อดึงเกมอำนาจเช่นกัน การหันเข้าหาตะวันตกจึงเป็นทางออกในการคานอำนาจปักกิ่ง

นับตั้งแต่เกิดรัฐประหารปี 2564 ตัวเลขทางเศรษฐกิจของเมียนมาตกต่ำอย่างรุนแรง GDP หดตัวลงกว่า 13% อัตราความยากจนพุ่งสูงขึ้นเกือบเท่าตัว ค่าเงินจ๊าตอ่อนค่าลงมากถึง 60% การลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ดิ่งลงถึง 90% และอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยสูงถึง 20%

ความตกต่ำทางเศรษฐกิจนี้ไม่เพียงกระทบประชาชนทั่วไป แต่ยังสั่นคลอนกลุ่มอาณาจักรธุรกิจของกองทัพที่ครอบคลุมตั้งแต่สัมปทานเหมืองแร่ ธนาคาร ก่อสร้าง โทรคมนาคม ไปจนถึงอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งถือเป็นท่อน้ำเลี้ยงหลักของนายทหารระดับสูง

ในการสัมภาษณ์ พล.อ.มิน อ่อง ไลง์ ได้ส่งสัญญาณพร้อมเจรจาเงื่อนไขต่าง ๆ กับประชาคมโลก หากมีการทบทวนหรือยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการรับกลับชาวโรฮิงญา หรือแม้กระทั่งการอภัยโทษให้แก่อองซาน ซูจี อดีตผู้นำประชาธิปไตยที่ยังคงถูกจำคุก โดยระบุว่า "ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสถานการณ์และโอกาสที่จะเกิดจากการทบทวนอีกที"

แม้ พล.อ.มิน อ่อง ไลง์ จะพยายามส่งยิ้มและยื่นไมตรีให้แก่ชาติตะวันตกเพื่อหาทางรอดทางเศรษฐกิจและการเมือง แต่หนทางข้างหน้ายังคงเต็มไปด้วยความซับซ้อน เพราะในสายตาของประชาชนชาวเมียนมา ความโกรธแค้นต่อกองทัพยังคงลุกโชน ขณะที่มหาอำนาจโลกยังต้องชั่งน้ำหนักอย่างหนักระหว่างผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์กับจุดยืนด้านสิทธิมนุษยชน สำหรับไทยซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านและมีชายแดนติดต่อยาวนาน การเปลี่ยนแปลงท่าทีของเมียนมาต่อมหาอำนาจอาจส่งผลต่อการค้าชายแดน การลงทุน และกระแสผู้ลี้ภัยที่อาจไหลเข้าสู่พื้นที่ชายแดนไทยในระยะต่อไป

ข่าวอื่น ๆ

Sitemap