มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เรียกร้องสหรัฐเร่งพัฒนา AI สวนทาง 3 ยักษ์ใหญ่ที่หนุนชะลอความเร็ว

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เรียกร้องสหรัฐเร่งพัฒนา AI สวนทาง 3 ยักษ์ใหญ่ที่หนุนชะลอความเร็ว

ความเห็นในวงการ AI แตกแยก

ความเห็นในวงการปัญญาประดิษฐ์ (AI) โลกเกิดความแตกแยกอย่างชัดเจน หลังมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของ Meta ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐเร่งพัฒนา AI ภายในประเทศมากขึ้น แทนที่จะออกกฎควบคุม tecnología ขณะที่ผู้นำอีกสามค่ายอย่าง Anthropic, OpenAI และ xAI กลับเห็นพ้องกันว่า AI ควรถูกชะลอการพัฒนาลงเพื่อความปลอดภัยของมนุษยชาติ

จุดยืนของซักเคอร์เบิร์ก

ซักเคอร์เบิร์กให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ Wall Street Journal ว่า แม้การถกเถียงเรื่องอนาคตของ AI จะเป็นเรื่องยาก เพราะอนาคตยังมาไม่ถึง แต่ในปัจจุบันมีข้อมูลและประสบการณ์มากพอที่จะทำให้มอง AI ในแง่ดี มากกว่าที่กระแสสังคมกำลังพยายามสร้างความกลัว เขามองว่าประโยชน์จากการทำให้ AI ถูกใช้อย่างแพร่หลายมีมากกว่าความเสี่ยง และจุดยืนดังกล่าวสวนทางกับผู้นำค่าย AI บางราย โดยเฉพาะ OpenAI, xAI และ Anthropic ที่เรียกร้องให้มีการกำกับดูแล AI เข้มงวดขึ้น ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย ความมั่นคงของชาติ รวมถึงความเสี่ยงจากการแทนที่แรงงานด้วย AI

นอกจากนี้ ซักเคอร์เบิร์กยังแสดงความกังวลต่อมาตรการของรัฐบาลทรัมป์ที่กำหนดระยะเวลาตรวจสอบโมเดล AI ใหม่โดยสมัครใจ 30 วัน โดยมองว่าแม้ 30-60 วันอาจดูไม่นาน แต่สำหรับอุตสาหกรรม AI ที่พัฒนาอย่างรวดเร็วมาก ระยะเวลาดังกล่าวอาจทำให้สหรัฐเสียความเร็วในการแข่งขัน AI ระดับโลก หากรัฐบาลใช้เวลาตรวจสอบโมเดลใหม่ทุกครั้งนานเกินไป เทคโนโลยีนี้อาจเดินหน้าไปไกลแล้วก่อนที่โมเดลจะได้รับการอนุมัติหรือเปิดใช้งาน

เขายังคัดค้านแนวคิดที่จะห้ามโมเดล AI แบบ Open-weight ของจีนเข้าสู่ตลาดสหรัฐ เพราะมองว่าการสร้างกำแพงเพื่อสกัด AI จีนอาจไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาตามที่รัฐบาลต้องการ แต่สหรัฐควรหันไปกำจัดอุปสรรคที่ขัดขวางการพัฒนา AI มากกว่า

ข้อเสนอของ Anthropic และเสียงสนับสนุน

ด้านดาริโอ อาโมเดอี ซีอีโอ Anthropic ได้เผยแพร่บทความชื่อ Pacing the Frontier เรียกร้องให้บริษัทที่พัฒนาโมเดล AI ร่วมกันผ่อนคันเร่งและชะลออัตราการเพิ่มความสามารถของโมเดลลง เนื่องจากปัจจุบันเกิดภาวะการปรับปรุงและพัฒนาตัวเองซ้ำของระบบ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ระบบ AI เริ่มเก่งขึ้นจนสามารถช่วยสร้างและฝึกฝน AI รุ่นถัดไปได้เองอย่างรวดเร็ว

ดาริโอเตือนว่า หากความสามารถของ AI พัฒนาเร็วกว่าระบบการควบคุมและความปลอดภัย โลกอาจเผชิญกับอันตรายร้ายแรงที่ไม่สามารถแก้ไขได้ เช่น การหลุดจากการควบคุม การถูกนำไปใช้ก่ออาชญากรรมไซเบอร์ทำลายอินเทอร์เน็ต หรืออาวุธชีวภาพ พร้อมเสนอให้ยอมรับองค์กรตรวจสอบอิสระที่มีสิทธิเข้าถึงระดับเดียวกับพนักงานภายในเพื่อตรวจกระบวนการฝึกฝนโมเดล สร้างมาตรฐานความปลอดภัยร่วมกันระหว่างบริษัท AI กับรัฐบาล และจัดทำข้อตกลงควบคุมมาตรฐานระหว่างประเทศ ทั้งในกลุ่มประเทศประชาธิปไตยและประเทศคู่แข่งอย่างจีน เพื่อไม่ให้เกิดภาวะสงครามเร่งพัฒนาที่ไร้การควบคุม

ข้อเสนอของดาริโอได้รับการสนับสนุนจากซีอีโอค่ายคู่แข่งอีกสองแห่ง โดยแซม อัลท์แมน ซีอีโอ OpenAI โพสต์ผ่าน X สนับสนุนแนวคิดนี้ทันทีว่าเห็นด้วยกับ Dario ว่าจำเป็นต้องผ่อนอัตราเร่งของ Frontier AI พร้อมประกาศว่า OpenAI จะเปิดทางให้มีองค์กรตรวจสอบอิสระเข้าถึงระบบภายในเช่นเดียวกัน ขณะที่อีลอน มัสก์ ซึ่งผลักดันความปลอดภัยด้าน AI มาโดยตลอด ได้รีโพสต์และแสดงความคิดเห็นยืนยันว่า Dario พูดถูก

ข้อเสนอสามส่วนและสัญญาณเตือน

ในบทความของ Anthropic ระบุข้อเสนอสามส่วน ได้แก่ การให้บริษัท AI ระดับแนวหน้ามีผู้ประเมินอิสระเข้าตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง การให้บริษัท AI ร่วมกันกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยและข้อจำกัดร่วมกัน รวมถึงขอบเขตความเร็วของการพัฒนา AI ที่ดำเนินไปโดยไม่มีมาตรการควบคุมเพียงพอ และการสร้างความร่วมมือในระดับโลกเกี่ยวกับการพัฒนา AI โดยรัฐบาลประชาธิปไตยควรประสานงานกับรัฐบาลที่มีระบบการปกครองแบบอำนาจนิยมด้วย แม้จะยอมรับว่าการตรวจสอบว่าทุกฝ่ายปฏิบัติตามข้อตกลงจริงนั้นเป็นเรื่องยาก

หนึ่งในข้อเสนอคือการให้ผู้ประเมินอิสระจากภายนอก (third-party evaluators) สามารถเข้าถึงระบบ AI ของบริษัทอย่างต่อเนื่องในระดับใกล้เคียงกับพนักงาน เพื่อตรวจสอบว่าบริษัทปฏิบัติตามมาตรการด้านความปลอดภัยหรือไม่ รายงานเหตุการณ์หรือปัญหาที่เกิดขึ้น และประเมินว่าโมเดล AI มีความสอดคล้องกับหลักความปลอดภัยหรือไม่ในระหว่างการฝึกโมเดล

การถกเถียงเรื่องความปลอดภัยเกิดขึ้นในช่วงที่มีความกังวลเกี่ยวกับพฤติกรรมของระบบ AI ที่มีความสามารถเพิ่มขึ้น โดย OpenAI เผยระหว่างการทดสอบว่า AI บางโมเดลสามารถหลุดออกจากสภาพแวดล้อมที่ถูกจำกัดไว้ เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต และเข้าไปใน Hugging Face ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่นักพัฒนาใช้จัดเก็บและแบ่งปันโค้ด ดาริโอยังกล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับระบบของ OpenAI และ Hugging Face ซึ่งกลุ่ม AI agents หลายตัวได้ร่วมกันดำเนินการโจมตีทางไซเบอร์ต่อเป้าหมายที่ระบบไม่ได้รับคำสั่งให้โจมตี และเตือนว่าหากกลุ่ม AI agents ในลักษณะนี้มีความสามารถเพิ่มขึ้นมากพอ ก็อาจมีศักยภาพที่จะเข้าควบคุมอินเทอร์เน็ตได้

สัญญาณเตือนแรกในวงการ AI คือกรณีของเจคอบ ค็อกซอน (Jacob Coxon) อดีตนักวิจัย AI ผู้เคยทำงานทั้งที่ OpenAI และ Anthropic ประกาศลาออกจากอุตสาหกรรม หลังทำงานด้านการฝึกโมเดล AI เป็นเวลา 3 ปี เจคอบระบุว่า แม้ก่อนหน้านี้เขามองว่า Anthropic มีแนวทางที่ระมัดระวังมากกว่า แต่ทั้งสองบริษัทกำลังเดินหน้าไปสู่ระบบ AI ที่มีความเป็นอิสระมากขึ้นเร็วเกินไป

เขากล่าวหาว่า “ทั้งสองบริษัทไม่ได้มีความรับผิดชอบเลย ต่างพากันแข่งไปสู่ superintelligence ตัวที่สามารถพัฒนาตัวเองได้ แต่กำลังเอาชีวิตพวกเรา มาเป็นเดิมพัน” เจคอบระบุว่าคนที่กำลังสร้าง AI จำนวนหนึ่งเชื่อปักใจว่า AI อาจมีศักยภาพที่จะคร่าชีวิตมนุษย์ทั้งหมดภายในช่วงปลายทศวรรษนี้

ทั้งนี้ pretraining คือขั้นตอนที่โมเดล AI เรียนรู้จากข้อมูลจำนวนมหาศาล ขณะที่ superintelligence หมายถึงแนวคิดเชิงทฤษฎีเกี่ยวกับ AI ที่มีขีดความสามารถเหนือกว่ามนุษย์

แม้ดาริโอจะเรียกร้องให้ชะลอการพัฒนา แต่ก็ยืนยันว่าเป้าหมายของเขายังคงเป็นการใช้ AI เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตมนุษย์ เพราะทำงานด้าน AI มานานกว่า 12 ปี จึงเชื่อว่าเทคโนโลยีนี้สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตมนุษย์ได้อย่างมหาศาล เขามองว่า AI อาจมีศักยภาพที่จะช่วยรักษาโรคร้ายแรงภายใน 5-10 ปีข้างหน้า เร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจ สร้างโลกที่มีความอุดมสมบูรณ์และเพิ่มศักยภาพให้มนุษย์ สนับสนุนการฟื้นฟูประชาธิปไตยและเสรีภาพ

แต่เขาเชื่อว่าประโยชน์เหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมนุษย์สร้าง AI ด้วยวิธีที่ถูกต้องและปลอดภัย ดังนั้นเวลาที่ได้จากการชะลอการพัฒนา AI ควรถูกนำไปใช้กับงานสำคัญ เช่น การวิจัยเพื่อทำความเข้าใจว่า AI ทำงานและตัดสินใจอย่างไร หรือ AI interpretability สำหรับผู้อ่านในไทย ประเด็นนี้สะท้อนว่าการกำกับดูแล AI กำลังเป็นโจทย์ระดับโลกที่ประเทศไทยเองก็ต้องจับตา เนื่องจากนโยบาย AI ของสหรัฐและจีนย่อมส่งผลต่อห่วงโซ่เทคโนโลยีและเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาคในระยะต่อไป

ข่าวอื่น ๆ

Sitemap