น้ำท่วมตะวันออกซ้ำรอย 2554 เปิดแผลระบบทุเรียนไทย เสี่ยงต้นตายต่อเนื่องหลายปี

น้ำท่วมตะวันออกซ้ำรอย 2554 เปิดแผลระบบทุเรียนไทย เสี่ยงต้นตายต่อเนื่องหลายปี

เหตุการณ์น้ำท่วมในภาคตะวันออกปี 2569 กำลังกลายเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ของระบบทุเรียนไทย และความเสียหายของสวนทุเรียนอาจลากยาวต่อเนื่องไปอีกหลายปี แม้ระดับน้ำจะลดลงแล้วก็ตาม สมาคมทุเรียนไทย ร่วมกับกลุ่ม "ทำสวนเอาเงิน ไม่ได้เอาเงินทำสวน" และสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยภาคตะวันออก ได้จัดวงเสวนาหัวข้อ "น้ำท่วมครั้งนี้ เราจะช่วยกันอย่างไร ? เสียงจากใจชาวสวนทุเรียนตะวันออก" เพื่อถอดบทเรียนความเสียหายและหาแนวทางฟื้นฟูระยะต่อไป

น้ำท่วมหนักกว่าปี 2554

นายวสันต์ รื่นรมย์ นายกสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยภาคตะวันออก ระบุว่า เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้หนักกว่าปี 2554 เพราะบางพื้นที่มีปริมาณฝนสะสม 3 วันมากกว่า 300 มิลลิเมตร เกิดฝนตกแช่เป็นบางจุด โดยเฉพาะเหนืออุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น แนวเขาชะเมาและพื้นที่ใกล้เคียง

ขณะเดียวกัน อ่างเก็บน้ำประแสร์มีปริมาณน้ำเพียงพอสำหรับใช้ในฤดูแล้งอยู่แล้ว เมื่อเกิดฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวัน น้ำจึงเพิ่มสูงจนล้นสปิลเวย์และเอ่อลงสู่พื้นที่ด้านล่าง เมื่อฝนตกลงในพื้นที่เดิมซ้ำ ดินเกิดภาวะอิ่มน้ำ ขณะที่น้ำจากที่สูงและลำคลองสาขาหลายสายไหลมารวมกันในพื้นที่ลุ่มต่ำ ทำให้ระบบระบายน้ำรองรับไม่ทัน

ดังนั้นน้ำท่วมครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องของการเปิดหรือปิดประตูระบายน้ำจุดใดจุดหนึ่ง แต่ต้องมองภาพรวมตั้งแต่พื้นที่ต้นน้ำ เส้นทางน้ำ ลำคลองสาขา พื้นที่รับน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ รวมถึงสิ่งกีดขวางทางน้ำอย่างถนน คันกั้นน้ำ และโครงสร้างระบายน้ำต่าง ๆ

ระยองเสียหาย 2 หมื่นไร่

ตัวเลขความเสียหายในภาคเกษตรยังไม่ใช่แค่ต้นทุนที่สูญเสียในปีนี้ แต่รวมถึงผลกระทบต่อเนื่องอีกหลายปี โดยจังหวัดระยองมีสวนทุเรียนได้รับผลกระทบกว่า 20,000 ไร่ ส่วนอำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี ก็ได้รับผลกระทบหนักเช่นกัน

สิ่งที่เกษตรกรกังวลคือสวนทุเรียนอายุ 4-6 ปี ซึ่งลงทุนทั้งค่าต้นพันธุ์ ค่าแรง ปุ๋ย ระบบน้ำ และการดูแลสวนมาหลายปี หากยืนต้นตายจะต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด ขณะที่ต้นที่ไม่ตายทันทีแต่รากได้รับความเสียหาย จะกระทบต่อผลผลิตในฤดูกาลถัดไป

นายสัญชัย โกสัลญ์วัฒนา ผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตรและผู้ปลูกทุเรียน เจ้าของกลุ่ม "ทำสวนเอาเงิน ไม่ได้เอาเงินทำสวน" กล่าวถึงปัจจัยที่ทำให้แต่ละพื้นที่เสียหายแตกต่างกันว่า สวนที่รอดส่วนใหญ่มีการยกโคกบริเวณโคนต้นให้สูงกว่าพื้นที่โดยรอบ เมื่อน้ำไหลเข้ามาจะสามารถไหลผ่านและระบายออกไปได้ ขณะที่สวนที่ไม่ได้ยกโคก น้ำจะขังบริเวณโคนต้นและรากเป็นเวลานาน

เขาอธิบายว่า รากทุเรียนต้องใช้ออกซิเจนในการสร้างพลังงาน เมื่อถูกน้ำขังนาน อากาศไม่สามารถเข้าสู่บริเวณรากได้ ส่งผลให้รากทำงานผิดปกติและกระทบต่อระบบต่าง ๆ ของต้นทุเรียนในที่สุด

สมุดเล่มเขียวคือโจทย์ใหญ่

ปัญหาที่ถูกสะท้อนชัดเจนอีกระบบคือทะเบียนเกษตรกรหรือ "สมุดเล่มเขียว" โดยสวนทุเรียนในจังหวัดระยองเสียหายราว 20,000 ไร่ แต่มีข้อมูลขึ้นทะเบียนเกษตรกรในระบบไม่ถึง 50% หรือไม่ถึง 10,000 ไร่

สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากเกษตรกรบางรายเปลี่ยนพื้นที่จากสวนยางพารามาปลูกทุเรียน แต่ไม่ได้ปรับปรุงข้อมูลทะเบียนให้เป็นปัจจุบัน ขณะที่บางรายไม่ได้ขึ้นทะเบียนเพราะไม่ได้กู้เงินจาก ธ.ก.ส. หรือไม่ได้เข้าร่วมโครงการภาครัฐ จึงเห็นว่าไม่จำเป็น เมื่อเกิดภัยพิบัติ ฐานข้อมูลดังกล่าวถูกนำมาใช้ตรวจสอบสิทธิและการเยียวยา หากข้อมูลไม่ตรงกับการทำเกษตรจริง อาจทำให้ขั้นตอนตรวจสอบซับซ้อนขึ้น

นายกฤติเดช อยู่รอด นายกสมาคมทุเรียนไทย กล่าวว่า การไม่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรหรือไม่มีสมุดเล่มเขียว ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีสิทธิได้รับการช่วยเหลือ แต่จำเป็นต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่ โดยอาศัยข้อมูลจากผู้นำชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หลักฐานการทำเกษตร และการลงพื้นที่ของเจ้าหน้าที่

สมาคมจึงเสนอให้แบ่งการทำงานเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือเกษตรกรที่มีทะเบียนและข้อมูลครบ สามารถตรวจสอบได้รวดเร็วและเสนอชื่อพิจารณาช่วยเหลือก่อน ส่วนกลุ่มที่ข้อมูลไม่ครบต้องลงพื้นที่ตรวจสอบเพิ่มเติม เพื่อไม่ให้กระบวนการช่วยเหลือทั้งหมดต้องรอจากปัญหาข้อมูลเพียงบางส่วน

ชงปรับเกณฑ์เยียวยา-พักหนี้

นายกฤติเดชกล่าวต่อว่า เงินช่วยเหลือในอัตรา 6,800 บาทต่อไร่ เมื่อเทียบกับต้นทุนปลูกทุเรียนที่สูงกว่า โดยเฉพาะต้นพันธุ์และการฟื้นฟูสวนหลังน้ำท่วม อาจไม่เพียงพอสำหรับเกษตรกรที่เสียหายทั้งหมด จึงเสนอให้พิจารณาหลักเกณฑ์ให้เหมาะสมกับชนิดพืช อายุของต้น และระดับความเสียหาย

นอกจากนี้ยังเสนอเรื่องภาระหนี้ของเกษตรกร โดยเฉพาะลูกค้าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่ได้รับผลกระทบและอาจมีปัญหาในการชำระหนี้ จึงหารือถึงความเป็นไปได้ในการออกมาตรการพักชำระหนี้หรือมาตรการผ่อนปรนอื่น ๆ เพื่อลดภาระในช่วงที่เกษตรกรยังไม่สามารถฟื้นฟูพื้นที่และกลับมาสร้างรายได้ตามปกติ

ยังมีข้อเสนอให้พิจารณาพักการคิดดอกเบี้ย หรือให้ภาครัฐเข้ามาช่วยรับภาระดอกเบี้ยบางส่วนในช่วงฟื้นฟูสวน เพื่อลดภาระทางการเงินของเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ

เสนอตั้งกองทุน-ประกันภัย

นายเรือง ศรีนาราง ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดตราด และเจ้าของสวนทุเรียนในตำบลท่ากุ่ม อำเภอเมือง จังหวัดตราด มองว่า ควรมีระบบประกันหรือกองทุนที่รองรับความเสียหายลักษณะนี้ได้ โดยเสนอให้พิจารณาจัดตั้งกองทุนสำหรับภาคทุเรียนโดยเฉพาะ เพื่อเป็นกลไกช่วยเหลือเกษตรกรเมื่อเกิดอุทกภัย วาตภัย หรือภัยพิบัติอื่น ๆ โดยอาจนำข้อมูลการผลิต พื้นที่ปลูก อายุของต้นทุเรียน และระดับความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่มาใช้กำหนดหลักเกณฑ์การช่วยเหลือ

แนวคิดดังกล่าวถูกมองกว้างกว่านั้น เพราะอาจใช้เป็นกลไกกลางในการบริหารจัดการอุตสาหกรรมทุเรียน ตั้งแต่การผลิต การพัฒนาคุณภาพ การตลาด การเปิดตลาดใหม่ ไปจนถึงการรับมือวิกฤต

นางสาวบุษบา นาคพิพัฒน์ อุปนายกสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยภาคตะวันออก กล่าวเสริมว่า หัวใจสำคัญคือเกษตรกรควรมีส่วนร่วมในการบริหารกองทุน ไม่ใช่ให้หน่วยงานรัฐเป็นผู้กำหนดทั้งหมด เพราะผู้ที่อยู่ในสวนย่อมเข้าใจปัญหาและต้นทุนจริงของการผลิต

สำหรับแนวโน้มระยะต่อไป ภาคทุเรียนไทยอาจต้องเร่งทบทวนโครงสร้างตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งระบบเตือนภัยล่วงหน้า การปรับพื้นที่ปลูกให้สอดคล้องกับความเสี่ยงน้ำท่วม และการเชื่อมฐานข้อมูลเกษตรกรให้เป็นปัจจุบัน เพื่อลดความเสียหายที่จะเกิดซ้ำในฤดูกาลหน้า

ข่าวอื่น ๆ

Sitemap