
- เศรษฐกิจ
- กองบรรณาธิการ
สถานการณ์น้ำท่วมช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมากำลังส่งแรงกระเพื่อมต่อภาคการผลิตมากกว่าความเสียหายในพื้นที่ประสบภัยโดยตรง เมื่อผลกระทบไหล่ต่อเป็นลูกโซ่ตั้งแต่แปลงเพาะปลูก วัตถุดิบ แรงงาน โรงงาน ไปจนถึงการส่งมอบสินค้า โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารที่เสี่ยงต่อการสะดุดยาวถึงต้นปี 2570 หากพื้นที่ผลิตไม่สามารถฟื้นตัวหรือปลูกทดแทนได้ทันกำหนด
ข้อมูลระบุว่ามีผู้ประกอบการได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม 1,315 รายใน 40 จังหวัด ครอบคลุมทั้งโรงงาน SMEs และวิสาหกิจชุมชน โดยตัวเลขยังอยู่ระหว่างตรวจสอบความซ้ำซ้อน ขณะเดียวกันมีรายงานโรงงานในนิคมอมตะซิตี้ ชลบุรี หยุดผลิต 34 โรง แม้ตัวเลขทั้งสองชุดจะมีขอบเขตข้อมูลแตกต่างกัน แต่สิ่งที่ต้องจับตาคือผลกระทบต่อความต่อเนื่องของการผลิต เพราะปัญหาไม่ได้จำกัดเฉพาะโรงงานที่น้ำเข้าถึง
ความเสี่ยงลามทั้งห่วงโซ่
ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย เปิดเผยว่า สิ่งที่เป็นห่วงคือผู้ประกอบการมีคำสั่งซื้ออยู่แล้ว แต่ผลิตหรือส่งมอบไม่ทันเพราะวัตถุดิบเข้าโรงงานล่าช้า พนักงานเดินทางไม่ได้ หรือสินค้าติดอยู่ระหว่างขนส่ง ผลกระทบจึงเกิดได้แม้โรงงานไม่ได้ถูกน้ำท่วมโดยตรง
สำหรับภาคเกษตรและอาหาร ต้องติดตามผลกระทบต่อเนื่องตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพราะน้ำท่วมพื้นที่เกษตรไม่ได้หมายความว่าความเสียหายทั้งหมดจะสะท้อนเข้าสู่โรงงานในทันที หากน้ำลดช้า หรือเกษตรกรไม่สามารถกลับมาปลูกทดแทนได้ตามกำหนด ผลกระทบอาจไปปรากฏในช่วงที่โรงงานต้องการใช้วัตถุดิบในภายหลัง จึงเกิดความเสี่ยงที่แม้โรงงานจะเดินเครื่องได้ แต่หากวัตถุดิบเข้ามาไม่ทัน การผลิตก็สะดุดได้เช่นกัน
สามกลุ่มอาหารเสี่ยงสูง
ดร.วิศิษฐ์ให้น้ำหนักความเสี่ยงเป็นพิเศษใน 3 กลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร กลุ่มแรกคืออาหารสดและสินค้าอายุสั้น เช่น ผัก ผลไม้ รวมถึงอาหารทะเลสดหรือแช่เย็น ซึ่งมีข้อจำกัดทั้งด้านเวลาและการควบคุมอุณหภูมิ หากการขนส่งล่าช้า ผลกระทบไม่ได้เกิดเฉพาะต้นทุน แต่กระทบโดยตรงต่อคุณภาพ อายุการจำหน่าย และโอกาสในการส่งออก
กลุ่มที่สองคืออาหารแปรรูปที่ใช้วัตถุดิบตามฤดูกาล เช่น ผักผลไม้กระป๋องและแช่แข็ง ต้องตรวจสอบลงไปว่าพื้นที่เพาะปลูกที่ได้รับผลกระทบเชื่อมโยงกับโรงงานใด เพราะแม้โรงงานพร้อมเดินเครื่อง แต่วัตถุดิบอาจเข้ามาล่าช้า ปริมาณลดลง หรือคุณภาพไม่ตรงข้อกำหนด
ส่วนกลุ่มที่สามคือผู้ประกอบการอาหาร SMEs ซึ่งมีความเสี่ยงสูงกว่าในแง่เงินทุนและทางเลือกในการบริหารจัดการ ทั้งการซื้อวัตถุดิบทดแทน การเก็บรักษาสินค้า และการเปลี่ยนเส้นทางขนส่ง จึงจำเป็นต้องทำให้ผู้ประกอบการกลุ่มนี้เข้าถึงความช่วยเหลือและบริการที่จำเป็นได้รวดเร็ว
สี่มาตรการรับมือวิกฤต
ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ภาคเอกชนต้องเร่งปรับตัวอย่างน้อย 4 เรื่อง โดยเริ่มจากตรวจสอบความพร้อมตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ขายวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ โรงงาน จนถึงผู้ขนส่ง เพื่อให้รู้ล่วงหน้าว่าจุดใดมีโอกาสสะดุด และจัดหาแหล่งสำรองที่ผ่านมาตรฐานได้ทันเวลา
ประการที่สอง เตรียมแผนขนส่งและทางเลือกสำรองให้ชัดเจนก่อนนำสินค้าออกจากโรงงาน โดยเฉพาะสินค้าที่มีข้อจำกัดด้านเวลาและการเก็บรักษา ประการที่สาม สื่อสารกับลูกค้าให้เร็วที่สุด หากประเมินว่ามีความเสี่ยงต่อการส่งมอบล่าช้า ควรเสนอแผนส่งมอบใหม่ แบ่งส่งสินค้า หรือปรับตารางร่วมกับคู่ค้า เพื่อรักษาความเชื่อมั่นแทนที่จะรอจนถึงกำหนดส่งมอบแล้วจึงแจ้งปัญหา
ประการสุดท้าย ดูแลแรงงานและเงินทุนหมุนเวียน ทั้งการจัดการเดินทางหรือที่พักชั่วคราวให้พนักงานตามความจำเป็น รวมถึงประเมินเงินสดที่ต้องใช้เพิ่มขึ้นจากการเก็บสินค้านานขึ้น การขนส่งไกลขึ้น หรือการรับชำระเงินที่ล่าช้าออกไป
จี้รัฐเชื่อมเกษตรกรกับโรงงาน
สำหรับความช่วยเหลือจากภาครัฐ ดร.วิศิษฐ์เห็นว่าสิ่งแรกที่ต้องเร่งดำเนินการคือทำให้การผลิตและการขนส่งกลับมาเร็วที่สุด โดยเร่งระบายน้ำและฟื้นฟูเส้นทางเชื่อมระหว่างแหล่งวัตถุดิบ โรงงาน และจุดส่งออก อีกเรื่องที่ต้องเร่งคือสภาพคล่อง ทั้งเงินทุนหมุนเวียน เงินสำหรับฟื้นฟูเครื่องจักร และการปรับเงื่อนไขการชำระหนี้ โดยเฉพาะ SMEs ที่ยังมีคำสั่งซื้ออยู่แต่ขาดเงินทุน
“ภาครัฐไม่ควรแยกการช่วยเหลือเกษตรกรออกจากการฟื้นตัวของโรงงาน สิ่งที่ต้องเร่งสำรวจคือ พืชชนิดใดได้รับความเสียหาย พื้นที่ใดสามารถกลับมาปลูกใหม่ได้เมื่อใด และโรงงานใดจำเป็นต้องใช้วัตถุดิบชนิดนั้นในช่วงเวลาไหน เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงพื้นที่ผลิตเข้ากับผู้ประกอบการที่ต้องการวัตถุดิบได้” ดร.วิศิษฐ์กล่าว
พร้อมกันนี้ต้องช่วยให้เกษตรกรกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตได้ทันรอบถัดไป และทำให้คำสั่งซื้อที่มีอยู่สามารถเดินหน้าต่อได้ เพราะสำหรับการส่งออก ความเร่งด่วนคือทำให้คำสั่งซื้อผลิต ส่งมอบ และเปลี่ยนเป็นรายได้ได้จริง
ระวังความเสียหายระยะยาว
ผลกระทบมีโอกาสต่อเนื่องไปถึงต้นปี 2570 ในบางสินค้าและบางพื้นที่ แต่ยังไม่ควรสรุปว่าจะกระทบการส่งออกรวมตลอดทั้งปี เพราะต้องพิจารณาอย่างน้อย 3 ปัจจัย ปัจจัยแรกคือระยะเวลาการฟื้นตัวของการผลิต หากน้ำลดเร็ว ระบบขนส่งกลับมา และจัดหาวัตถุดิบทดแทนได้ ผลกระทบอาจจำกัดในระยะสั้น แต่หากพื้นที่ใดต้องรอปลูกใหม่ ซ่อมเครื่องจักร หรือฟื้นฟูสวน ก็มีโอกาสที่ผลกระทบจะต่อเนื่องข้ามปี
ปัจจัยที่สองคือความสามารถในการรักษาลูกค้า ซึ่งถือเป็นโจทย์สำคัญ เพราะความเสียหายจากการผลิตล่าช้ากับความเสียหายจากการสูญเสียตลาดมีผลระยะยาวแตกต่างกัน สินค้าที่ส่งช้าแต่ลูกค้ายังรับอาจเป็นเพียงรายได้ที่เลื่อนออกไป แต่ถ้าลูกค้าย้ายคำสั่งซื้อไปประเทศอื่น ผลกระทบจะยาวนาน การเจรจากับคู่ค้าและส่งมอบตามแผนฟื้นฟูจึงสำคัญมาก
ปัจจัยที่สามคือการแก้ข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง หากข้อจำกัดด้านการผลิต การตรวจสอบ และระบบข้อมูลการขนส่งยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเพียงพอ ปัญหาก็มีโอกาสกลับมาอีกเมื่อปริมาณสินค้าเพิ่มขึ้น สิ่งสำคัญในเวลานี้คือการทำให้เกษตรกร โรงงาน SMEs และผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทานกลับมาผลิตและส่งมอบสินค้าได้เร็วที่สุด พร้อมรักษาความเชื่อมั่นของคู่ค้าเอาไว้
“สิ่งที่ต้องเร่งทำคือป้องกันไม่ให้การสะดุดชั่วคราวกลายเป็นการสูญเสียลูกค้าระยะยาว” ดร.วิศิษฐ์กล่าว
— The 2026 Moutai Night in Seoul brought together political, business and cultural guests on October 25, using Qi Purple, Miao craft and baijiu culture as a bridg
— American golfer John Catlin closed with a 64 to win the 2026 Link Hong Kong Open at Fanling by five strokes, as Premier Partner Moutai brought Jiang-aroma baiji
— ผลสำรวจ LY Corporation เผย 76.7% ของคนไทยกังวลน้ำท่วมมากที่สุด ขณะที่ 75% ยังเตรียมพร้อมไม่พอ LINE ประเทศไทย พัฒนา LINE ALERT แจ้งเตือนภัย rápidoและน่าเชื่อถือ