'นอท พันธ์ธวัช' แชร์บทเรียน 20 ปีธุรกิจ ชี้ 'ยิงแอดเก่ง' คือการเช่าลมหายใจคนอื่น

'นอท พันธ์ธวัช' แชร์บทเรียน 20 ปีธุรกิจ ชี้ 'ยิงแอดเก่ง' คือการเช่าลมหายใจคนอื่น

นักธุรกิจซีอีโอ 'ไทยมาร์ท มาร์เก็ตเพลส' เผยบทเรียน 20 ปีในโลกธุรกิจ ชี้การพึ่งพาแพลตฟอร์มคนอื่นคือความเสี่ยงสูงสุด พร้อมตั้งเป้าหมาย 'Freedom Time' วันที่ 21 สิงหาคม 2571 หลังเคยมีภาระหนี้ 600 ล้านบาทจากการปิดตัว 'กองสลากพลัส'

นายพันธ์ธวัช นาควิสุทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไทยมาร์ท มาร์เก็ตเพลส หรือที่รู้จักในชื่อ 'นอท' ได้เปิดเผยประสบการณ์การทำธุรกิจตลอด 20 ปี ผ่านการแชร์มุมมองที่ท้าทายผู้ประกอบการไทย โดยตั้งคำถามว่า "วันนี้คุณกำลังสร้างธุรกิจไปสู่อิสรภาพ หรือกำลังจ้างตัวเองติดคุก?" ซึ่งสะท้อนปัญหาที่เจ้าของธุรกิจจำนวนมากต้องเผชิญ

เป้าหมาย Freedom Time

นอท เปิดเผยว่าเขาได้ตั้งเป้าหมายที่เรียกว่า 'Freedom Time' หรือวันที่เขามีอิสระในการเลือกว่าจะทำงานอะไร ที่ไหน และเมื่อไร โดยไม่ต้องผูกชีวิตไว้กับธุรกิจตลอดเวลา เดิมทีเขาตั้งเป้าหมายว่าจะมี Freedom Time ตอนอายุ 45 ปี แต่หลังธุรกิจเดิมอย่าง 'กองสลากพลัส' ต้องปิดตัวลงและมีภาระหนี้ 600 ล้านบาท เป้าหมายดังกล่าวจึงต้องเลื่อนออกไปเป็นวันที่ 21 สิงหาคม 2571 ซึ่งเป็นวันที่เขาอายุครบ 48 ปีพอดี

ปัจจุบันธุรกิจของนอทประกอบด้วย 'ลอตเตอรี่พลัส' รวมทั้งธุรกิจใหม่อย่าง 'Thaimart' แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่มาพร้อมแนวคิด 'Fair First' หรือความเป็นธรรมต้องมาก่อน และล่าสุด 'MUToday' แอปพลิเคชันสายมูที่นำ AI มาทำงานร่วมกับองค์ความรู้ของ 7 หมอดูในไทย โดยนำข้อมูลมาใช้วิเคราะห์ดวงแบบเฉพาะบุคคล

นอท ระบุว่า Freedom Time ในความหมายของเขาไม่ได้หมายถึงการหยุดทำงาน เพราะเขายังอยากทำงานต่อ เพียงแต่อยากทำงานที่ตัวเองเลือกมากกว่า ที่ผ่านมาเขาเคยบริหารธุรกิจในฐานะซีอีโอที่ทุกอย่างต้องผ่านตัวเอง ตั้งแต่การตัดสินใจไปจนถึงการสั่งงาน ปัจจุบันเขาเริ่มมีทีมผู้บริหารในองค์กร เพื่อให้ธุรกิจเดินต่อได้โดยไม่ต้องมีเขาอยู่ทุกจุด ทำให้เขาสามารถเดินทางหรือหยุดพักได้มากขึ้น

บทเรียนจากการถูกแบน

ตลอด 20 ปีที่ทำ Digital Marketing นอท เผชิญบทเรียนจากการพึ่งพาแพลตฟอร์มหลายครั้ง หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นตอนที่เขาเลิกทำร้านซ่อมคอมพิวเตอร์แล้วหันมาทำ Affiliate กับ 'Amazon' โดยใช้ SEO ส่งคนเข้าไปซื้อสินค้า เขาสามารถสร้างยอดขายให้ Amazon ได้เดือนละประมาณ 100,000-300,000 บาท และในช่วง 'Black Friday' เคยมีรายได้สูงถึง 2 ล้านบาทในเดือนเดียว

แต่รายได้ที่พุ่งขึ้นกลับมาพร้อมความเสี่ยง เพราะ Amazon กำหนดให้เขาถอนเงินได้หลังจากผ่านไป 3 เดือน และเมื่อถึงเวลาที่เขาจะถอนเงิน บัญชีกลับถูกแบน โดย Amazon แจ้งว่าทำผิดกฎ นอทยอมรับว่า "เขาอาจทำผิดกฎจริง" แต่ปัญหาคือธุรกิจทั้งหมดอยู่บนแพลตฟอร์มของคนอื่น และเขาไม่มีช่องทางที่จะอธิบายหรือโต้แย้งกับคนที่มีอำนาจตัดสินใจได้ เหตุการณ์นี้ทำให้เขาเห็นว่า ต่อให้ธุรกิจสร้างรายได้มากแค่ไหน หากยังต้องพึ่งแพลตฟอร์มอื่นเพื่อเข้าถึงลูกค้า ก็ยังมีความเสี่ยงที่จะถูกตัดออกจากระบบได้ทุกเมื่อ

หลังจากนั้นนอทเปลี่ยนเส้นทางมาทำเว็บไซต์ฟุตบอลและเฟซบุ๊ก โดยสร้างเพจ 'กูว่าแล้วมันต้องยิง' ซึ่งประสบความสำเร็จจนสร้างรายได้ประมาณ 400,000-500,000 บาทต่อเดือน แต่สุดท้ายเฟซบุ๊กก็แบนเพจอีกครั้ง แม้ครั้งนี้เขาจะเริ่มสร้างแบรนด์ขึ้นมาแล้วก็ตาม

ประสบการณ์นี้ทำให้เขาเห็นความแตกต่างระหว่าง 'ช่องทาง' กับ 'แบรนด์' ชัดขึ้น เพราะวันที่เพจเขาหาย คนที่รู้จักเขาผ่านเพจก็หายไปพร้อมกัน แต่คนที่จำแบรนด์ได้ยังสามารถตามหาเจ้าของและกลับมาได้ เหตุการณ์นี้ยิ่งชัดขึ้นตอนทำธุรกิจลอตเตอรี่ นอทเริ่มสร้าง 'กองสลาก.com' ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็น 'กองสลากพลัส' และต่อมาเป็น 'ลอตเตอรี่พลัส' เขาเลือกทำ 'CEO Branding' ควบคู่ไปกับแบรนด์ เพราะลูกค้าต้องเชื่อว่าผู้ขายจะจ่ายเงินรางวัลตามที่สัญญาไว้ และเมื่อกองสลากพลัสถูกปิด ลูกค้าก็ยังตามหาแบรนด์และกลับมาที่ช่องทางใหม่อย่างลอตเตอรี่พลัสได้

แบรนด์คือสินทรัพย์ที่แท้จริง

นอท มองว่าการยิงแอดไม่ได้ไม่มีประโยชน์ ตรงกันข้าม เขายอมรับว่าตัวเองเคยพลาดที่ไม่ยอมใช้ paid media ทั้งที่การยิงแอดเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คนรู้จักธุรกิจได้เร็ว แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อธุรกิจคิดว่าการยิงแอดคือเครื่องยนต์ทั้งหมดของการเติบโต เพราะทุกครั้งที่อยากได้ลูกค้าใหม่ก็ต้องจ่ายเงินให้แพลตฟอร์ม และเมื่อคู่แข่งเพิ่มขึ้น ค่าโฆษณาก็เพิ่มขึ้นตามการแข่งขันประมูล

เขากล่าวว่า "ยิงแอดเก่งไม่ใช่ชัยชนะ แต่มันคือการเช่าลมหายใจคนอื่น" หากวันหนึ่งหยุดยิงแอดแล้วไม่มีลูกค้าเข้ามาเลย นั่นไม่ได้หมายความว่าโฆษณาไม่ดี แต่สะท้อนว่าแบรนด์ยังไม่แข็งแรงพอ เขายกตัวอย่างว่าธุรกิจที่ขายเสื้อราคา 100 บาทอาจเจอคู่แข่งขาย 50 บาท และเมื่อเจ้าของลดเหลือ 50 บาท คู่แข่งก็อาจลดเหลือ 30 บาทอีกครั้ง หากลูกค้าจำเพียงสินค้าแต่ไม่ได้จำแบรนด์ การแข่งขันก็จะกลับไปสู่สงครามราคาซ้ำแล้วซ้ำเล่า

นอท จึงแยก 'สินค้า' ออกจาก 'แบรนด์' อย่างชัดเจน เพราะโลโก้ สี CI หรือยอดขายไม่ได้ทำให้แบรนด์แข็งแรงขึ้น สิ่งสำคัญคือสิ่งที่ลูกค้าจดจำและพูดถึงเมื่อเจ้าของไม่อยู่ โดยเฉพาะ 'คำสัญญา' ที่ธุรกิจให้ไว้และการรักษาคำสัญญานั้น

แนวคิดเรื่องแบรนด์ยังเป็นเหตุผลที่ Thaimart เลือกไม่ลงเล่นสงครามราคา แม้ต้องแข่งขันกับแพลตฟอร์มต่างชาติที่มีเงินทุนและงบโปรโมชันจำนวนมาก นอทยอมรับว่า Thaimart ไม่ได้มีเงินทุนระดับเดียวกับคู่แข่ง และถ้าเลือกแข่งด้วยการลดราคา สุดท้ายก็ต้องไปเอาต้นทุนจากผู้ประกอบการมารองรับส่วนลด เมื่อผู้ขายรับไม่ไหวก็ต้องขึ้นราคา และผู้บริโภคกลับมาเจอสินค้าที่แพงขึ้นอีกครั้ง

Thaimart จึงเลือกชวนผู้ประกอบการไปสร้างคุณค่าและสร้างแบรนด์แทน เพราะแบรนด์สามารถทำให้ลูกค้ามีเหตุผลในการเลือกสินค้ามากกว่าราคา ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อใจ คุณภาพ หรือความสัมพันธ์กับแบรนด์

สำหรับผู้ประกอบการไทยที่กำลังเผชิญการแข่งขันจากแพลตฟอร์มข้ามชาติ บทเรียนของนอทชี้ให้เห็นว่าการสร้างแบรนด์ของตัวเองเป็นเกราะป้องกันที่สำคัญ โดยเฉพาะในตลาดอีคอมเมิร์ซไทยที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงขึ้นทุกปี

ข่าวอื่น ๆ

Sitemap