
- เศรษฐกิจ
- กองบรรณาธิการ
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 จะขยายตัวเพียง 1.2% ต่ำที่สุดในรอบปี ท่ามกลางแรงกดดันรอบด้าน ทั้งราคาน้ำมันที่พุ่งสูง กำลังซื้อซบเซา สินค้าจีนทะลักเข้าตีตลาดในประเทศ และโจทย์เชิงโครงสร้างประชากรระยะยาว ขณะที่ภาคการผลิตเผชิญภาวะชะลอตัวอย่างหนัก แม้การส่งออกจะโตถึง 20% แต่ภาคการผลิตจริงโตเพียง 0.1% สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่อาจฉุดเศรษฐกิจไทยให้ซึมยาวนานกว่า 10 ปี
แรงกดดันรอบด้านฉุดจีดีพี
นายเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) กล่าวว่า ภาพรวมอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ในไตรมาสที่ 4 จะเติบโตได้เพียง 1.2% เท่านั้น ต่ำที่สุดในรอบปี เนื่องจากต้องเผชิญกับปัจจัยกดดันรอบด้าน ทั้งราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น กำลังซื้อที่ซบเซา ปัญหาสินค้าจีนทะลักเข้าดึงกำลังซื้อในประเทศ และโจทย์เชิงโครงสร้างประชากรระยะยาว ประกอบกับจีดีพีในปีก่อนมีฐานที่อยู่ในระดับสูง และนโยบายกระตุ้นการใช้จ่ายกับคนละครึ่งพลัสที่รัฐให้งบประมาณสนับสนุน 1,000 บาทในเวลาสองเดือนอยู่ในระดับที่ต่ำเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา
แรงกระตุ้นที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ จะต้องมาจากภาครัฐเร่งการเบิกจ่ายงบประมาณในช่วงไตรมาสที่สี่ ซึ่งถือเป็นไตรมาสแรกของงบประมาณในปี 2570 เพื่อทำให้มีเม็ดเงินของภาครัฐในโครงการต่างๆ ออกมากระตุ้น หรือภาครัฐมีการอัดฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในระดับ 1,000–2,000 บาทต่อคนต่อเดือน อาจช่วยผลักดันให้จีดีพีไตรมาส 4 ขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับประมาณ 2% ได้ แต่การจะเร่งให้เติบโตถึงระดับ 3% กว่าเหมือนในปีก่อนยังคงเป็นเรื่องยาก
ส่งออกโตแต่ผลิตไม่โต
นายเมธัส กล่าวว่า เมื่อประเมินจีดีพีไทยในไตรมาสที่ 4 จะขยายตัว 1.2% โดยเซกเตอร์ที่มีความน่ากังวลมากสุดจะเป็นอุตสาหกรรมและการผลิตของไทยที่กำลังเผชิญกับภาวะชะลอตัวอย่างหนัก แม้ในไตรมาสที่ 2 ตัวเลขการส่งออกรวมจะขยายตัวได้ถึง 20% แต่ภาคการผลิตจริงกลับเติบโตเพียง 0.1% เท่านั้น สัญญาณนี้สะท้อนว่าสินค้าที่ผลิตขึ้นเพื่อใช้บริโภคภายในประเทศถูกทดแทนด้วยสินค้าราคาถูกจากประเทศจีนที่เข้ามาผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ
“ไตรมาส 2 จะเห็นว่าส่งออกโตไป 20% แต่ภาคการผลิตโตแค่ 0.1% หมายความว่าของที่เราผลิตใช้เองในประเทศแทบจะไม่โตเลย เราถูกแทนที่ด้วยสินค้าจีน ทุกวันนี้ซื้ออะไรกดในแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้า ก็เจอของจีนอยู่แล้ว ธุรกิจไทยสู้ยาก” นายเมธัส กล่าว
ทางด้านภาคเกษตรกรรมต้องเผชิญกับภาวะต้นทุนปุ๋ยและน้ำมันที่แพงขึ้น ซึ่งเป็นผลกระทบสืบเนื่องมาจากสงครามในต่างประเทศ ซ้ำเติมด้วยปัญหาภัยธรรมชาติทั้งน้ำท่วมและภัยแล้งที่ทำให้ผลผลิตลดลง ส่วนภาคบริการและการท่องเที่ยวถือเป็นเครื่องยนต์เดียวที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจในไตรมาส 4 เนื่องจากตรงกับช่วงไฮซีซั่น ประกอบกับมีการจัดกิจกรรม สัมมนา และคอนเสิร์ตใหญ่ ซึ่งช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับภาคท่องเที่ยวและบริการ
ในด้านเสถียรภาพทางการเงินและคลัง หนี้สาธารณะของไทย ณ สิ้นปี คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 68% ของจีดีพี ซึ่งยังคงอยู่ในกรอบเพดานวินัยการเงินการคลังที่ไม่เกิน 70% ส่วนหนึ่งได้รับอานิสงส์จากอัตราเงินเฟ้อที่คาดว่าจะอยู่ที่ระดับประมาณ 2%–2.4% ช่วยดึงสัดส่วนหนี้เอาไว้ ทำให้ภาครัฐยังพอมีช่องว่างบริหารจัดการก่อนที่จะไปปรับการจัดทำงบประมาณอีกครั้งในงบปี 2571
เสี่ยงซึมยาวแบบญี่ปุ่น
นายเมธัส กล่าวต่อว่า เศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายโครงสร้างที่มีการเรียกว่า Japanification หรือภาวะเศรษฐกิจโตต่ำ เงินเฟ้อเริ่มฝืดต่อเนื่อง และกำลังแรงงานลดลง คล้ายกับสถานการณ์ของญี่ปุ่นในช่วงก่อนเข้าสู่ยุค The Lost Decade หรือทศวรรษที่สูญหาย แต่ความท้าทายของไทยมากกว่า ทั้งประชากรวัยทำงานของไทยผ่านจุดสูงสุดไปแล้วและกำลังค่อยๆ ลดลง ส่งผลให้ในอนาคตจำนวนคนทำงานในประเทศจะน้อยลงเรื่อยๆ และต้องแบกรับภาระภาษีสูงขึ้น
สัดส่วนประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปของไทยแตะระดับ 14% เท่ากับญี่ปุ่นแล้ว โดยระยะเวลาห่างกันเพียง 28 ปี อัตราการเกิดต่ำวิกฤต ซึ่งลดต่ำกว่าระดับ 2.0 และต่ำกว่าแนวโน้มของญี่ปุ่น ซึ่งหมายความว่าประชากรเด็กเกิดใหม่ของไทยจะลดลงเร็วยิ่งกว่าญี่ปุ่นในทศวรรษต่อจากนี้ รวมถึงกับดักรายได้ต่ำ โดยญี่ปุ่นเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ รายได้ต่อหัวของญี่ปุ่นสูงถึงประมาณ 37,000 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ของไทยในปัจจุบันอยู่ที่เพียงประมาณ 20,700 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งห่างกันเกือบครึ่ง สะท้อนชัดเจนว่าไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยที่ประชาชนและประเทศยังไม่รวย หรือเรียกว่า “แก่ก่อนรวย”
นอกจากนี้ ตัวเลขการส่งออกภาพรวมจะดูเติบโตแข็งแกร่งเป็นตัวเลขสองหลัก แต่โครงสร้างภาคการผลิตไทยกลับเกิดภาวะการส่งออกที่ไม่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจในประเทศอย่างแท้จริง เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าสินค้าและชิ้นส่วนสูงขึ้นจาก 48% ในปี 2561 พุ่งขึ้นเป็นประมาณ 70% ในปัจจุบัน โดยเมื่อพิจารณาดัชนีการผลิตอุตสาหกรรม (MPI) พบว่ากลุ่มอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ที่ระบุว่าส่งออกสินค้าเกี่ยวกับเอไอได้ดีนั้น ดัชนีการผลิตจริงกลับอยู่ที่เพียง 71 ลดลงจากปีฐานถึง 30% สะท้อนว่าไทยไม่ได้เป็นผู้ผลิตสินค้าไฮเทคเหล่านี้เอง ขณะที่การลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) แม้จะสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่เป็นการลงในดาต้าเซ็นเตอร์และดิจิทัล ซึ่งมีความต้องการใช้แรงงานต่อทุนลดลง ทำให้ไม่ช่วยเพิ่มการจ้างงานในประเทศ
หนี้สูงฉุดศักยภาพโลก
นายธนภัทร ธนชาต นักเศรษฐศาสตร์ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) กล่าวว่า เมื่อประเมินโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่รัฐบาลมีภาระหนี้สูงขึ้น หรือ More Debt, Less Fiscal Space สะท้อนผ่านทิศทางบอนด์ยีลด์ที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะในประเทศที่มีหนี้สาธารณะสูง สำหรับสหรัฐ แม้หนี้สาธารณะจะอยู่ในระดับสูงกว่า 100% ของ GDP และรัฐบาลยังขาดดุลการคลังประมาณ 6% ของ GDP ต่อเนื่อง แต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นวิกฤต เนื่องจากสหรัฐยังมีศักยภาพในการเพิ่มรายได้จากการจัดเก็บภาษี
ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่ภาวะซึมยาวจนกลายเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย คาดว่าอาจต้องใช้เวลานานกว่า 10 ปี ในการฟื้นฟูศักยภาพการเติบโตมากกว่า 3% กับการฟื้นโครงสร้างประชากร และทำให้อัตราการเกิดใหม่เพิ่มขึ้น รวมถึงจำเป็นต้องเร่งลงทุนเพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโตให้สูงขึ้นควบคู่กันไป อีกทั้งจำเป็นต้องเร่งนโยบายดึงดูดแรงงานต่างชาติที่มีทักษะสูงเข้ามาทดแทนประชากรวัยทำงานที่ลดลง แต่ยังมีอุปสรรคสำคัญในปัจจุบันคือกฎระเบียบและเงื่อนไขของภาครัฐที่ยังคงตึงตัวและซับซ้อนเกินไป
“เรื่องนี้ 10 ปีในการกลับมาโตสูง ยังกลับยาก นอกจากลงทุนให้ศักยภาพการเติบโตของประเทศมันสูงขึ้นแล้ว เราต้องแก้ปัญหาเรื่องประชากรด้วย ปัญหาเรื่องประชากรผมคิดว่าแก้ยาก” นายเมธัส กล่าว
อย่างไรก็ตาม TISCO ESU มีการปรับประมาณจีดีพีไทยในปี 2569 มาเป็น 2.1% จากวัฏจักรการลงทุนเอไอที่ขยายตัว และความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัว รวมถึงการส่งออกและการลงทุนของภาคเอกชนที่ฟื้นตัวกว่าประเมินไว้
— The 2026 Moutai Night in Seoul brought together political, business and cultural guests on October 25, using Qi Purple, Miao craft and baijiu culture as a bridg
— American golfer John Catlin closed with a 64 to win the 2026 Link Hong Kong Open at Fanling by five strokes, as Premier Partner Moutai brought Jiang-aroma baiji