ดาต้าเซ็นเตอร์บูมในไทย: โอกาสเศรษฐกิจหรือต้นทุนที่ต้องแลก?

ดาต้าเซ็นเตอร์บูมในไทย: โอกาสเศรษฐกิจหรือต้นทุนที่ต้องแลก?

เมื่อประเทศไทยกำลังเผชิญกับกระแสการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ คำถามสำคัญที่ตามมาคือ ไทยพร้อมหรือยังที่จะรับมือกับทั้งผลประโยชน์และต้นทุนที่ต้องแลกไป โดยเฉพาะในยุคที่ AI และคลาวด์กำลังเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล

ทำไมไทยต้องมีดาต้าเซ็นเตอร์

จูน-จรีพร จารุกรสกุล ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร WHA Group ให้สัมภาษณ์กับ Brand Inside ว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่เก็บข้อมูล แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและการใช้ชีวิตในยุคดิจิทัล เธอพยายามดึงดาต้าเซ็นเตอร์เข้ามาไทยตั้งแต่ปี 2556 แต่ในเวลานั้นไทยยังมีข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งความไม่มั่นใจของนักลงทุนต่างชาติ ต้นทุน และปัญหาเรื่องสายเคเบิลใต้น้ำ ขณะที่ดาต้าเซ็นเตอร์ส่วนใหญ่ยังอยู่ในสิงคโปร์และมาเลเซีย

เมื่อโลกเข้าสู่ยุค AI จรีพรมองว่าความต้องการโครงสร้างพื้นฐานนี้ยิ่งชัดขึ้น เพราะ AI ไม่ได้ลอยอยู่บนอากาศ แต่ต้องทำงานอยู่บนโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่เรื่องอธิปไตยทาง AI ความมั่นคง ความปลอดภัย และข้อมูลของแต่ละประเทศ ยิ่งทำให้ดาต้าเซ็นเตอร์มีความจำเป็นมากขึ้น สำหรับเธอ ดาต้าเซ็นเตอร์จึงไม่ได้จบอยู่แค่การสร้างอาคารหรือการจ้างงานในช่วงแรก แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่อาจต่อยอดไปสู่ธุรกิจและอาชีพใหม่ๆ ได้ในระยะยาว

มุมมองจากภาครัฐและเอกชน

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานเปิดตัวโครงการ Thailand AI Readiness Index ว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ยังมีเทคโนโลยีและชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องอีกหลายอย่าง ตั้งแต่เซนเซอร์สำหรับเก็บข้อมูล ชิป แผงวงจร สายไฟ ไปจนถึงอุปกรณ์ต่างๆ เมื่อมีความต้องการจากภาคเอกชนแล้ว ไทยมีโอกาสใช้ความต้องการเหล่านี้เป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องในประเทศ ตั้งแต่การดึงองค์ความรู้และงานวิจัยเข้ามา ไปจนถึงการต่อยอดสู่การผลิตชิ้นส่วนบางอย่างในประเทศ การวิจัยและพัฒนา รวมถึงการสร้างคน

ด้านเต้ย-ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ Microsoft ประเทศไทยและตลาดใหม่ ให้สัมภาษณ์กับ Brand Inside ว่า ไทยมีดาต้าเซ็นเตอร์อยู่แล้วประมาณ 30-40 แห่ง แต่เท่าที่ทราบยังไม่มีแห่งไหนมีความจุเกิน 10 เมกะวัตต์ ซึ่งจำเป็นสำหรับรองรับข้อมูลขนาดใหญ่ ขณะที่การลงทุนที่กำลังเกิดขึ้นมีขนาดตั้งแต่หลายร้อยเมกะวัตต์ไปจนถึงระดับกิกะวัตต์ ซึ่งเป็นคนละสเกลกับดาต้าเซ็นเตอร์ที่ไทยมีอยู่เดิม

เขาอธิบายว่า แอปพลิเคชันบางประเภทต้องการการตอบสนองที่รวดเร็วมาก หากดาต้าเซ็นเตอร์อยู่ห่างจากผู้ใช้งานมากเกินไป ก็จะมีข้อจำกัดทางเทคนิคจากระยะทาง ธนวัฒน์ยกตัวอย่างโมบายแบงก์กิ้ง ระบบในโรงพยาบาล และแอปพลิเคชันสำหรับชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งหากดาต้าเซ็นเตอร์มีปัญหา บริการที่พึ่งพาระบบก็อาจหยุดทำงานตามไปด้วย นอกจากนี้ ข้อมูลบางประเภทก็ไม่ต้องการให้อยู่ในประเทศอื่น ทำให้เรื่องของดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ได้มีแค่ขนาดหรือมูลค่าการลงทุน แต่เกี่ยวข้องกับการรองรับบริการและการจัดการข้อมูลที่เกิดขึ้นในประเทศด้วย ธนวัฒน์เปรียบดาต้าเซ็นเตอร์เหมือน “หัวใจ” เพราะหากระบบยังทำงาน ทุกอย่างก็เดินหน้าตามปกติ แต่ถ้าดาต้าเซ็นเตอร์มีปัญหาเมื่อไร บริการที่พึ่งพาระบบก็อาจหยุดทำงานตามไปด้วย

ต้นทุนที่ต้องแลก

เมื่อดาต้าเซ็นเตอร์มีความสำคัญมากขึ้น คำถามอีกด้านที่ตามมาคือ ไทยต้องใช้ทรัพยากรอะไรแลกกับการลงทุนเหล่านี้ และผลประโยชน์ที่กลับมาคุ้มค่าหรือไม่ เรื่องแรกที่เห็นชัดคือไฟฟ้าและน้ำ โดยณัฐ เหลืองนฤมิตชัย ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ระบุในงานเสวนา Renew-able Thailand ว่า การประมวลผล AI ใช้ทั้งไฟฟ้าและน้ำจำนวนมาก และการมีดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มขึ้นอาจกระทบการใช้ทรัพยากรในประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีน้ำจำกัดและต้องใช้น้ำกับภาคเกษตร

สำหรับไฟฟ้า ณัฐระบุว่า มีคำขอใช้ไฟจากดาต้าเซ็นเตอร์สูงถึง 30 กิกะวัตต์ ซึ่งใกล้เคียงกับความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศ และหากทั้งหมดถูกใช้งานจริง ก็หมายถึงความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอีกมหาศาล คำขอเหล่านี้ไม่ได้มาจากศูนย์ที่เน้นเก็บข้อมูลทั่วไปเท่านั้น แต่ยังมีโครงการที่ต้องการกำลังประมวลผลสูงเพื่อรองรับ AI โดยณัฐมองว่า ความต้องการเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับการแข่งขันด้าน AI ระหว่างประเทศ และเมื่อโครงการเหล่านี้ไม่ได้มีแค่การเก็บข้อมูลทั่วไป แต่รวมถึงการประมวลผล AI โครงสร้างพื้นฐานที่ไทยกำลังสร้างขึ้นก็อาจไม่ได้รองรับความต้องการจากในประเทศเท่านั้น

อิสริยะ ไพร่พ่ายฤทธิ์ กรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ตั้งข้อสังเกตในงานเสวนา Renew-able Thailand ว่า แม้ไทยจะไม่ได้มีข้อได้เปรียบด้านสายเคเบิลใต้น้ำเท่าจุดเชื่อมต่อสำคัญของภูมิภาค แต่หากไทยรองรับความต้องการใช้งานในประเทศได้ ก็มีโอกาสที่จะมีข้อมูลหรือการประมวลผลจากต่างประเทศเข้ามาใช้โครงสร้างพื้นฐานในไทยด้วย ประเด็นนี้ทำให้เรื่องดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ได้มีแค่ไทยมีทรัพยากรเพียงพอหรือไม่ แต่รวมถึงว่าทรัพยากรเหล่านั้นกำลังถูกใช้เพื่อรองรับกิจกรรมอะไร และสุดท้ายแล้วไทยได้อะไรกลับมาจากการลงทุนเหล่านี้

เงินลงทุนหมุนเวียนในไทยจริงหรือ

สาโรจน์ อริวิทวัส ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ตั้งข้อสังเกตในงานเสวนา Renew-able Thailand เช่นกันว่า ที่ผ่านมาภาครัฐมักพูดถึงดาต้าเซ็นเตอร์ในฐานะฮีโร่ทางเศรษฐกิจ แต่หากการลงทุนเหล่านี้ดีจริง เงินก็ควรสะพัดและกระจายไปทั่วประเทศมากกว่านี้

หนึ่งในประเด็นที่สาโรจน์ตั้งข้อสังเกตคือ อุปกรณ์สำคัญจำนวนมาก ทั้งเซิร์ฟเวอร์ แร็ก สายไฟ ระบบทำความเย็น ชิป และแผงวงจร ยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศ โดยเขาระบุว่า สัดส่วนของสิ่งที่ผลิตในประเทศมีไม่ถึง 30% ทำให้การลงทุนส่วนหนึ่งไหลออกไปกับการนำเข้า แทนที่จะกลายเป็นรายได้ของผู้ผลิตไทย ขณะที่รายได้จากค่าไฟฟ้าและค่าสาธารณูปโภคยังอยู่ในระบบเศรษฐกิจ แต่ประโยชน์ส่วนนี้ก็กระจุกตัวอยู่กับผู้ให้บริการไม่กี่ราย

สาโรจน์มองว่า เมื่อไฟฟ้ามีจำกัด ไทยควรประเมินผลประโยชน์สุทธิของแต่ละโครงการ โดยดูทั้งสิ่งที่ประเทศได้และทรัพยากรที่ต้องใช้ไป แนวคิดนี้สอดคล้องกับข้อเสนอของวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ที่เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการพิจารณาต้นทุนและผลตอบแทนอย่างรอบคอบ

สำหรับผู้อ่านชาวไทย การเติบโตของดาต้าเซ็นเตอร์อาจหมายถึงโอกาสทางเศรษฐกิจและบริการดิจิทัลที่รวดเร็วขึ้น แต่ก็ต้องจับตาว่าจะมีการบริหารจัดการทรัพยากรไฟฟ้าและน้ำอย่างสมดุลหรือไม่ รวมถึงการกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการในประเทศอย่างแท้จริงหรือไม่ นี่คือโจทย์ที่ทั้งภาครัฐและเอกชนต้องร่วมกันหาคำตอบในระยะต่อไป

ข่าวอื่น ๆ

Sitemap