ดร.ต้า-วิโรจน์ นั่งแท่น VP of AI คนแรกของไลน์แมน-วงใน ปั้นองค์กรสู่ AI-Driven Company เต…

ดร.ต้า-วิโรจน์ นั่งแท่น VP of AI คนแรกของไลน์แมน-วงใน ปั้นองค์กรสู่ AI-Driven Company เต…

ไลน์แมน-วงใน (LINE MAN Wongnai) เปิดตัว ดร.วิโรจน์ จิรพัฒนกุล หรือ ดร.ต้า ในตำแหน่งรองประธานฝ่าย AI (VP of AI) คนแรกขององค์กร เมื่อต้นปี 2569 เพื่อขับเคลื่อนบริษัทสู่การเป็น AI-Driven Company อย่างเต็มรูปแบบ โดย ดร.ต้า เป็นที่รู้จักในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งแพลตฟอร์มเรียนออนไลน์ Skooldio และอดีต Data Scientist ของเฟซบุ๊ก (Facebook)

ที่มาของการตัดสินใจ

ดร.ต้า เปิดเผยกับประชาชาติธุรกิจว่า การตัดสินใจรับตำแหน่งครั้งนี้ใช้เวลากว่า 1 ปี หลังได้รับคำชวนจาก ยอด ชินสุภัคกุล ซีอีโอไลน์แมน-วงใน โดยมองว่า Generative AI เป็นคลื่นเทคโนโลยีที่ทรงพลังและสร้างความเปลี่ยนแปลงได้เร็วกว่ายุคอินเทอร์เน็ตที่เปลี่ยนจาก IBM และ HP สู่ Facebook กับ Google และเร็วกว่ายุคโมบายที่มีแพลตฟอร์มต่าง ๆ เกิดขึ้น

“ในมุมของคนสอนหนังสือจะรู้สึกว่าถ้าจะสอนเรื่อง AI ให้ดี จำเป็นต้องลงมือทำจริงด้วย เพื่อให้มีประสบการณ์เหมือนที่เคยทำงานในสายดาต้ามาก่อน” ดร.ต้า กล่าว พร้อมระบุว่าก่อนหน้านี้ Skooldio เข้ามาช่วยไลน์แมน-วงในจัดคอร์สอบรมการใช้ AI อยู่แล้ว จึงเห็นว่าองค์กรแห่งนี้ให้ความจริงจังกับ AI อย่างมาก และน่าจะเป็นแซนด์บอกซ์ที่เหมาะสำหรับทดลองโปรเจ็กต์ใหม่ ๆ เพราะวิ่งนำผู้อื่นในเรื่องนี้พอสมควร

บทบาทและความรับผิดชอบ

สำหรับบทบาท VP of AI ดร.ต้า ดูแลทีม AI/ML เดิมราว 30 คน ซึ่งรับผิดชอบการวิเคราะห์เส้นทางและการจัดสรรงานอย่างเหมาะสม พร้อมทำหน้าที่ซัพพอร์ต แก้ปัญหา และเป็นที่ปรึกษาภายในให้ทุกหน่วยธุรกิจ เพื่อเร่งการปรับใช้ AI ซึ่งจะนำไปสู่การประหยัดต้นทุนด้านบุคลากร ใช้คนเท่าเดิมแต่สร้าง Productivity ได้มากขึ้น รวมถึงเปิดโอกาสสร้างรายได้รูปแบบใหม่

ด้านแนวทางการประยุกต์ใช้ AI ในไลน์แมน-วงใน มีการผสมผสานทั้งแบบ Top-Down ที่ผู้บริหารสั่งการลงมา และ Bottom-Up ที่พนักงานช่วยผลักดันขึ้นไป โดยฝั่ง Top-Down มุ่งโจมตีงานที่ใช้คนจำนวนมากหรือกล้ามเนื้อมัดใหญ่ของธุรกิจ ประกอบด้วย Customer Service ซึ่งนำ AI มาช่วยตอบคำถามลูกค้า และการทำงานของทีม Developer ราว 400 คน ที่นำ Coding Agent มาช่วยตรวจโค้ด

“ด้วยความที่ AI จดจำแนวทางปฏิบัติในการจัดการปัญหาอย่างชัดเจน ทำให้สามารถลดการสูญเสียที่เกิดจากการยกเลิกออร์เดอร์ราว ๆ 100 ล้านบาทต่อปี” ดร.ต้า กล่าว

ส่วนฝั่ง Bottom-Up องค์กรจัด Hackathon 5 สัปดาห์ ให้ทุกทีมเรียนรู้การใช้ AI และนำเสนอไอเดียการทำงานร่วมกับ AI ทุกสัปดาห์ โดยคุณยอดจะเข้ามาคอมเมนต์เองโดยตรงเพื่อปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น ใช้ AI ช่วยตรวจเอกสารการสมัครของไรเดอร์ ขณะเดียวกันมี Leaderboard จัดอันดับทีมที่ใช้ AI มากที่สุด ทีมที่ใช้ Token จำนวนมากจะได้แชร์ว่าใช้ AI ทำอะไรไปบ้าง ส่วนทีมที่ใช้น้อยจะมีการพูดคุยนอกรอบเพื่อหาสาเหตุและจัดเซสชันอบรมเพิ่มเติมโดยทีม People

ดร.ต้า ระบุว่า เมื่อแต่ละทีมใช้ AI มากขึ้น เวิร์กโฟลว์ก็เปลี่ยนไป เช่น โปรเจกต์ที่เคยใช้ Developer 10 คน อาจแบ่งเป็น Squad เล็กลง เหลือ 5 คนรับผิดชอบโปรเจกต์เดิม อีก 5 คนไปทำโปรเจกต์ใหม่ รวมถึงนำ AI มาเป็นเสมือนเลขาฯ เข้าประชุมพร้อมทีม แล้วสร้าง Prototype หลายรูปแบบเพื่อให้ทีมเห็นภาพตรงกันและปรับแก้ไอเดียได้เร็วขึ้น แทนที่จะตีความจาก Requirement ที่ Product Manager สรุปมาเพียงอย่างเดียว

“ในภาพรวมการทำงานเร็วขึ้นมาก สามารถออกฟีเจอร์ใหม่ ๆ ได้เร็ว กลายเป็นโจทย์ของทีม Execution/Operation ที่ต้องทำงานให้ทัน ซึ่งประสิทธิภาพการทำงานที่มากขึ้นเป็นสิ่งที่สะท้อนว่า AI เข้ามาทำลาย Tech Barrier หรือกำแพงทางเทคโนโลยีที่คนข้ามไปไม่ได้” ดร.ต้า กล่าว

ผลจากเทคโนโลยีที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน ทำให้การรับพนักงานใหม่กำหนดให้ AI Literacy เป็นหนึ่งในคุณสมบัติสำคัญ และเมื่อ AI มีบทบาทมากขึ้น ชื่อตำแหน่งก็เริ่มเบลอ จาก Developer สามารถขึ้น Prototype ทำ UX แบบหยาบ ๆ ได้ ทุกคนกลายเป็น Builder ที่มีผู้ช่วยมาเติมเต็มด้านที่ไม่ถนัด เพียงมีเซนส์ด้านธุรกิจและโปรดักต์ หรือรู้จักตั้งโจทย์ ก็สามารถสร้างสิ่งต่าง ๆ ได้หลายอย่าง

อย่างไรก็ตาม ดร.ต้า ยอมรับว่า แม้ต้นทุนการใช้ AI จะน้อยกว่าการจ้างพนักงานค่อนข้างมาก โดยจ่ายให้ AI เดือนละหลักร้อยถึงหลักพันก็ทำงานได้ไม่จำกัด แต่ AI ยังเหมาะกับงานที่ใช้คนเยอะ ๆ มากกว่า

“บางงานจ้างคนยังคุ้มกว่า เพราะลงทุนแล้วต้องได้วอลุ่มเยอะ ๆ อีกทั้งค่าแรงในประเทศไทยบางตำแหน่งค่อนข้างถูก ต่างจากในต่างประเทศที่ค่าแรงค่อนข้างแพง ถ้าจะใช้ AI ต้องทำได้มากกว่าคน ทำได้เท่าคนยังคิดหนักเลย จริง ๆ เราก็ยังมีบางโปรเจ็กต์ที่ลงทุนไปแล้วเฟล แต่ถือเป็น Lesson Learn รอวันที่พร้อมค่อยนำออกมาใช้” ดร.ต้า กล่าว

ดร.ต้า สรุปปัจจัยที่ทำให้ AI Transformation ของไลน์แมน-วงใน นำหน้าหลายองค์กรว่า Leader หรือผู้นำสำคัญที่สุด โดยคุณยอดปักธงชัดเจนว่าโปรเจกต์นี้ต้องเกิดภายในกี่เดือน และวางมาตรฐานแบบ Global Standard มีการเปรียบเทียบกับบริษัทระดับโลกเสมอว่าทำได้ถึงไหนแล้ว ทำให้องค์กรมีสภาพการทำงานที่เอื้อให้ทุกคนพร้อมใจกันไปในทิศทางเดียวกัน

ภาพรวมอุตสาหกรรม

สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีไทย การประกาศตั้งตำแหน่ง VP of AI อย่างเป็นทางการของไลน์แมน-วงใน สะท้อนทิศทางที่บริษัทเทคโนโลยีในประเทศเริ่มให้ความสำคัญกับการนำ AI มาใช้ในกระบวนการทำงานจริงมากขึ้น ไม่ใช่เพียงทดลองใช้ แต่เป็นการปรับโครงสร้างองค์กรและนิยามทักษะพนักงานใหม่ ซึ่งอาจเป็นต้นแบบให้ธุรกิจไทยรายอื่นพิจารณาการลงทุนด้าน AI ในระยะต่อไป

ข่าวอื่น ๆ

Sitemap