ซีอีโอ Binance TH ชี้คนรุ่นใหม่ไม่ได้เสี่ยงเกินเหตุ แต่ถูกบีบให้ลงทุนเพื่อสู้ค่าครองชีพ

ซีอีโอ Binance TH ชี้คนรุ่นใหม่ไม่ได้เสี่ยงเกินเหตุ แต่ถูกบีบให้ลงทุนเพื่อสู้ค่าครองชีพ

ในยุคที่เงินเดือนเด็กจบใหม่ยัง stagnate อยู่ที่ 15,000-20,000 บาท แต่ค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้คนรุ่นใหม่จำนวนมากหันไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นเพื่อโอกาสผลตอบแทนที่มากกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นหุ้น กองทุน หรือคริปโตเคอร์เรนซี 'นิรันดร์ ฟูวัฒนานุกูล' ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Binance TH มองว่าปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดจากความอยากเสี่ยงโดยธรรมชาติของคนรุ่นใหม่ แต่เป็นเพราะสถานการณ์เศรษฐกิจบีบให้พวกเขาต้องแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้ทันเวลา

พฤติกรรมคนรุ่นใหม่กับความคาดหวังที่เปลี่ยนไป

นิรันดร์ ฟูวัฒนานุกูล ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ Brand Inside ว่า คนรุ่นใหม่เติบโตมาพร้อมกับโลกที่ทุกอย่างต้องเร็วขึ้น ตั้งแต่การส่งข้อความที่คาดหวังคำตอบทันที สั่งอาหารให้มาส่งเร็ว ไปจนถึงสั่งของออนไลน์แล้วได้รับภายในไม่กี่ชั่วโมง พฤติกรรมเหล่านี้หล่อหลอมความคาดหวังต่อการลงทุนด้วย จากเดิมที่ผลตอบแทนไม่กี่เปอร์เซ็นต์ต่อปีถือว่าน่าสนใจ ตอนนี้กลับดู 'ช้า' เมื่อเทียบกับคริปโตที่ราคาสามารถเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวในเวลาอันสั้น

แต่สิ่งที่ซีอีโอ Binance TH กังวลไม่ใช่การที่คนรุ่นใหม่กล้ารับความเสี่ยง หากคือการนำเงินทั้งหมดไปกระจุกตัวอยู่ในสินทรัพย์เดียว โดยเฉพาะผู้ที่เพิ่งเริ่มทำงาน แม้การรับความผันผวนได้มากกว่าคนใกล้เกษียณจะเป็นเรื่องปกติ เพราะยังมีเวลาอีกหลายสิบปีในการฟื้นตัวจากความผิดพลาด แต่เขาก็เน้นย้ำว่าควรกระจายเงินลงทุนไปยังสินทรัพย์หลายประเภทตามระดับความเสี่ยงที่ตนเองรับไหว

กลยุทธ์กระจายความเสี่ยงและกับดักนักลงทุนมือใหม่

นิรันดร์ยกตัวอย่างว่าคนจบใหม่อาจทยอยลงทุนในสินทรัพย์ที่มีโอกาสเติบโตในระยะยาว โดยจัดสัดส่วนบิตคอยน์ไว้ราว 20% ของพอร์ต และกระจายเงินส่วนที่เหลือไปยังสินทรัพย์อื่นตามความเสี่ยงที่รับได้ พร้อมชี้ว่าการลงทุนระยะยาวไม่ได้หมายถึงการซื้ออะไรก็ได้แล้วถือไว้ตลอด แต่ต้องเริ่มจากการเลือกสินทรัพย์ที่มีเหตุผลรองรับว่าโอกาสเติบโตในระยะยาว

เขายังเตือนถึงกับดักที่นักลงทุนจำนวนมากมักเผชิญ นั่นคือการประเมินความสามารถของตัวเองสูงเกินจริง และมัก 'ซื้อแพง ขายถูก' คือซื้อเมื่อราคาพุ่งแรงเพราะกลัวตกรถ ก่อนจะขายเมื่อราคาตกลงเพราะความกลัว

นอกจากนี้ เขาอธิบายว่าคริปโตไม่ได้มีความเสี่ยงแบบเดียวกันทุกเหรียญ บิตคอยน์เป็นสินทรัพย์สำหรับรักษามูลค่าในระยะยาว ขณะที่อีเธอเรียม โซลานา และ BNB เป็นบล็อกเชนที่มีการใช้งานของตัวเอง ส่วนเหรียญมีมก็มีลักษณะและความเสี่ยงที่แตกต่างออกไป ดังนั้นก่อนลงทุน สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ถามว่าเหรียญนี้จะขึ้นไหม แต่ต้องรู้ว่ากำลังลงทุนในอะไร และมันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำอะไร

บล็อกเชนกับอนาคตที่คนอาจใช้โดยไม่รู้ตัว

นิรันดร์มองว่าจุดแข็งของบล็อกเชนคือการกระจายข้อมูลออกไปหลายจุดและลดการพึ่งพาตัวกลางเพียงรายเดียว ในอนาคตเทคโนโลยีนี้จะกลายเป็นสิ่งที่คนใช้โดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะการโอนเงินและชำระเงินข้ามประเทศ รวมถึงการนำสินทรัพย์อย่างอสังหาริมทรัพย์มาแบ่งสิทธิความเป็นเจ้าของออกเป็นหน่วยดิจิทัลบนบล็อกเชน เขาอธิบายว่าคนทั่วไปอาจไม่จำเป็นต้องเข้าใจกลไกการทำงานของบล็อกเชน แต่ควรรู้ว่าเทคโนโลยีนี้ถูกนำไปใช้ทำอะไร และแต่ละรูปแบบมีความเสี่ยงอย่างไร

AI เปลี่ยนโลกการทำงานและทักษะที่ต้องมี

ในมุมมองของซีอีโอ Binance TH ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI กำลังเปลี่ยนตลาดแรงงาน โดยเฉพาะตำแหน่งระดับเริ่มต้น งานบางอย่างที่เคยต้องใช้คน ตอนนี้ AI เข้ามารับช่วงต่อได้แล้ว Binance TH เองมีพนักงานประมาณ 40 กว่าคน และใช้ระบบอัตโนมัติกับ AI ในงานที่ไม่จำเป็นต้องใช้คน โดยก่อนรับพนักงานใหม่ บริษัทจะพิจารณาก่อนว่างานนั้นจำเป็นต้องมีคนทำหรือสามารถใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยได้

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ AI ยังแทนไม่ได้ง่ายๆ คือวิจารณญาณในการตัดสินใจ เพราะ AI อาจช่วยเปรียบเทียบได้ว่าตัวเลือก A หรือ B มีประสิทธิภาพกว่า แต่ไม่ได้เข้าใจบริบทและประสบการณ์จริงทั้งหมดว่าตัวเลือกไหนเหมาะกับสถานการณ์นั้นมากกว่า ประสบการณ์จากการเคยทำพลาด การรับมือกับความกดดัน และการแก้ปัญหาจริงยังเป็นสิ่งที่ AI เรียนรู้แทนมนุษย์ได้ยาก เช่นเดียวกับความไว้ใจและความสัมพันธ์ระหว่างคนที่ธุรกิจยังต้องพึ่งพา

นิรันดร์มองว่าการใช้ AI กลายเป็นทักษะพื้นฐานไปแล้ว แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือรู้ว่าจะใช้ AI อย่างไรและใช้มันอย่างรับผิดชอบ นอกจากนี้ AI ยังช่วยให้คนตัวเล็กและธุรกิจขนาดเล็กทำอะไรได้มากขึ้น เพราะคนเพียงคนเดียวสามารถทำงานที่ในอดีตต้องใช้ทั้งทีมได้ นี่อาจนำไปสู่การทำธุรกิจรูปแบบใหม่ที่ใช้ AI เป็นตัวช่วย โดยคนรุ่นใหม่ไม่จำเป็นต้องรอให้บริษัทใหญ่รับเข้าทำงาน แต่สามารถใช้ AI สร้างสินค้า บริการ หรือรายได้ของตัวเองได้

ความรู้ทางการเงินคือทักษะชีวิตที่ต้องเริ่มแต่เด็ก

นิรันดร์เน้นย้ำว่าคนรุ่นใหม่ต้องมีความรู้ทางการเงินที่มากกว่าแค่การออมเงิน ทักษะสำคัญในอีก 5 ปีข้างหน้าคือการบริหารความเสี่ยง เพราะความเสี่ยงของสินทรัพย์แต่ละประเภทไม่ได้มีรูปแบบตายตัว และคนที่ลงทุนต้องเข้าใจว่าตัวเองกำลังรับความเสี่ยงในระดับไหน อีกเรื่องคือการรู้จักประเมินแหล่งข้อมูล เพราะในยุคที่ AI สามารถสร้างภาพ เสียง และข้อมูลปลอมได้ง่ายขึ้น ข้อมูลที่เห็นบนโซเชียลมีเดียไม่ได้หมายความว่าจะถูกต้องเสมอไป

เขามองว่าความรู้ทางการเงินควรเป็นส่วนหนึ่งของทักษะชีวิตที่เด็กควรได้เรียนตั้งแต่ในโรงเรียน โดยระดับประถมเริ่มจากเรื่องเงินและการออม ระดับมัธยมเรียนรู้การบริหารเงินและพื้นฐานการลงทุน ส่วนมหาวิทยาลัยค่อยต่อยอดไปสู่การลงทุนจริง เพราะเมื่อ AI เข้ามารับมือกับงานที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะทางได้มากขึ้น ทักษะด้านการคิดวิเคราะห์ การตัดสินใจ และการแก้ปัญหาจึงยิ่งสำคัญ

สุดท้าย นิรันดร์ไม่ได้แนะนำให้คนที่ยังไม่เคยลงทุนรีบกระโดดเข้าคริปโต แต่ควรเริ่มจากการสร้างวินัยทางการเงินและเรียนรู้พื้นฐานการลงทุนก่อน เขามองว่าการไม่ลงทุนก็มีความเสี่ยง เพราะผลตอบแทนจากเงินฝากอาจไม่ทันเงินเฟ้อในระยะยาว สำหรับคนที่ยังไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน เขายกตัวอย่างการลงทุนในกองทุนดัชนีที่อ้างอิง S&P 500 และแบ่งเงินบางส่วนมาลงทุนในคริปโต เพื่อเรียนรู้และสร้างวินัยไปพร้อมกัน เพราะในโลกที่การเงิน เทคโนโลยี และการทำงานกำลังเปลี่ยนเร็วขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่คนรุ่นใหม่ต้องลงทุนไม่ใช่แค่เงิน แต่รวมถึงความสามารถในการเรียนรู้และตัดสินใจด้วย

ข่าวอื่น ๆ

Sitemap