กองทุนน้ำมันฯ หนี้พุ่งใกล้ 1 แสนล้าน ยัน 'กู้' เป็นทางเลือกสุดท้าย

กองทุนน้ำมันฯ หนี้พุ่งใกล้ 1 แสนล้าน ยัน 'กู้' เป็นทางเลือกสุดท้าย

กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกำลังเผชิญกับภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดสถานะติดลบแตะระดับประมาณ 98,000 ล้านบาท และคาดว่าจะแตะ 100,000 ล้านบาทภายในสัปดาห์นี้ หลังจากต้องใช้เงินชดเชยราคาน้ำมันเพื่อพยุงไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาตลาดโลก

อย่างไรก็ตาม นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ โฆษกกระทรวงพลังงาน ยืนยันว่า กองทุนน้ำมันฯ ยังไม่มีความจำเป็นต้องกู้เงินในขณะนี้ เพราะยังสามารถบริหารจัดการสถานะการเงินได้อยู่ แม้ว่าภาระจะเพิ่มสูงขึ้นก็ตาม

ภาระชดเชยยังสูงแต่วันละ 316 ล้าน

ข้อมูลจากกระทรวงพลังงานระบุว่า ณ วันที่ 7 ตุลาคม 2569 กองทุนน้ำมันฯ มีภาระชดเชยอยู่ที่ประมาณ 316 ล้านบาทต่อวัน แบ่งเป็นบัญชีน้ำมันประมาณ 289 ล้านบาท และบัญชี LPG ประมาณ 27 ล้านบาทต่อวัน แม้ตัวเลขนี้จะลดลงอย่างมากจากช่วงวิกฤตพลังงานที่รุนแรง ซึ่งบางช่วงกองทุนต้องใช้เงินชดเชยสูงถึง 1,000-2,000 ล้านบาทต่อวัน แต่ก็ยังคงเป็นภาระที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ปัจจุบันกองทุนยังคงชดเชยราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ประมาณ 2 บาทต่อลิตร ซึ่งถือว่ายังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ โดยมีเป้าหมายเพื่อไม่ให้ราคาขายปลีกปรับตัวตามตลาดโลกแบบเต็มจำนวนจนกระทบต่อประชาชนและต้นทุนภาคธุรกิจอย่างฉับพลัน

สถานการณ์หนี้ของกองทุนน้ำมันฯ เริ่มสะสมตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 จากสงครามในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันผันผวนอย่างรุนแรง จากเดิมเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 กองทุนมีภาระประมาณ 65,000 ล้านบาท และเพิ่มขึ้นมาเป็นประมาณ 98,000 ล้านบาทในปัจจุบัน โดยภาระดังกล่าวแบ่งเป็นบัญชีน้ำมันและ LPG ในสัดส่วนใกล้เคียงกัน

บทเรียนปี 65 เก็บคืนเองได้

โฆษกกระทรวงพลังงานย้ำว่า กองทุนน้ำมันฯ เคยผ่านวิกฤตที่รุนแรงกว่านี้มาแล้วในปี 2565 จากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งช่วงนั้นกองทุนมีภาระสูงถึงประมาณ 130,000 ล้านบาท แต่เมื่อราคาพลังงานคลี่คลายลง กองทุนสามารถทยอยเรียกเก็บเงินกลับคืนผ่านการปรับราคาขายปลีกอย่างเหมาะสม

หลักการสำคัญคือ ในช่วงที่ราคาน้ำมันขึ้น กองทุนจะช่วย "ลดความชัน" ของราคา และเมื่อราคาลงก็จะทยอยเก็บเงินคืน เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการดูแลประชาชนกับการฟื้นฐานะของกองทุน

ด้วยเหตุนี้ กระทรวงพลังงานจึงมองว่าหนี้ระดับใกล้ 100,000 ล้านบาทยังไม่ใช่จุดที่ต้องตัดสินใจกู้โดยอัตโนมัติ แต่ต้องพิจารณาทิศทางราคาพลังงาน กระแสเงินสด รายรับของกองทุน และภาระการชดเชยในอนาคตประกอบกัน

เครื่องมือรับมือ 5 ด้าน

เพื่อไม่ให้ภาระทั้งหมดตกอยู่ที่กองทุนน้ำมันฯ กระทรวงพลังงานได้วางเครื่องมือรับมือไว้หลายด้าน เครื่องมือแรกคือ การใช้กองทุนน้ำมันฯ บริหารความผันผวนของราคาขายปลีกตามกรอบที่กำหนด

เครื่องมือที่ 2 คือการนำผลประโยชน์ส่วนเกินจากค่าการกลั่นกลับมาใช้ลดภาระต้นทุนพลังงาน ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงพลังงานได้เรียกเก็บผลประโยชน์ส่วนเกินจากค่าการกลั่นแล้ว 7 ครั้ง คิดเป็นเงินประมาณ 28,000 ล้านบาท และมีความเป็นไปได้ที่จะดำเนินการรอบที่ 8 โดยไม่จำเป็นต้องรอข้อมูลจนถึงสิ้นเดือนตุลาคม เพราะสามารถนำข้อมูลราคาที่เกิดขึ้นจริงมาคำนวณเป็นระยะ หากมีข้อมูลถึงช่วงกลางเดือนก็สามารถประเมินแนวโน้มเบื้องต้นเพื่อกำหนดมาตรการสำหรับเดือนพฤศจิกายนได้

ปัจจุบันค่าการกลั่นถูกประเมินว่าอยู่ในระดับสูงมาก โดยในภาวะปกติส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปกับน้ำมันดิบจะอยู่ประมาณ 15-20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากสูงเกินกรอบดังกล่าว ก็จะนำมาพิจารณาว่ามีส่วนเกินมากเพียงพอที่จะนำกลับมาช่วยลดภาระกองทุนหรือไม่

เครื่องมือที่ 3 คือมาตรการด้านภาษี โดยเฉพาะการนำภาษีสรรพสามิตเข้ามาช่วยลดภาระราคาพลังงาน ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาแนวทางที่เกี่ยวข้องกับ B20 และ E20 ในขณะที่กระทรวงการคลังต้องพิจารณาผลกระทบต่อรายได้ภาษีของประเทศซึ่งเป็นข้อจำกัดสำคัญ

เครื่องมือที่ 4 คือการเพิ่มและกระจายแหล่งพลังงาน โดยรัฐบาลเร่งสำรวจแหล่งปิโตรเลียมทั้งในอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน รวมถึงเพิ่มทางเลือกในการจัดหาน้ำมันดิบจากต่างประเทศเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่ง ขณะเดียวกันยังให้ความสำคัญกับเชื้อเพลิงชีวภาพทั้งปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง และอ้อย ซึ่งไม่เพียงช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันฟอสซิลนำเข้า แต่ยังเชื่อมโยงกับรายได้ของภาคเกษตรและห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ

เครื่องมือที่ 5 คือแผนบริหารวิกฤตราคาพลังงาน ซึ่งสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจัดทำขึ้นเพื่อกำหนดกรอบการทำงานให้ชัดเจนว่า เมื่อใดควรใช้เงินกองทุนและควรเข้าไปดูแลในระดับใด เกณฑ์สำคัญถูกปรับให้สอดคล้องกับสภาพตลาด โดยหากราคาดีเซลหรือเบนซินสูงกว่า 30 บาทต่อลิตร สามารถนำเข้าสู่การพิจารณาตามแผนวิกฤตได้ หากราคาน้ำมันตลาดโลกมีความผันผวนมากกว่า 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลต่อสัปดาห์ หรือราคาน้ำมันในประเทศเปลี่ยนแปลงมากกว่า 2 บาทต่อลิตรต่อสัปดาห์ ก็สามารถพิจารณาใช้มาตรการได้ รวมถึงความเสี่ยงด้านปริมาณ หากมีแนวโน้มว่าน้ำมันเชื้อเพลิงจะไม่เพียงพอต่อความต้องการในประเทศ จะต้องพิจารณาทั้งปริมาณน้ำมันดิบและสต๊อกที่มีอยู่ในประเทศ

กู้เงินคือภาระของประชาชน

ประเด็นที่กระทรวงพลังงานย้ำชัดคือ หนี้แสนล้านไม่ได้แปลว่าต้องกู้ เพราะการกู้เงินไม่ได้ทำให้ภาระหนี้ของกองทุนหายไป แต่เป็นการนำเงินจากอนาคตมาใช้ในปัจจุบัน และเปลี่ยนรูปแบบภาระจากการขาดสภาพคล่องของกองทุนไปเป็นหนี้ที่ต้องมีผู้รับผิดชอบชำระคืน

นายพรชัย จิรกุลไพศาล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) อธิบายว่า เงินกู้ไม่ใช่เงินฟรี เพราะต้องจ่ายทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยในอนาคต ยิ่งหากวิกฤตยืดเยื้อและต้องกู้เพิ่มหลายรอบ ภาระดังกล่าวก็มีโอกาสสะสมเพิ่มขึ้น ดังนั้น การกู้ของกองทุนน้ำมันฯ จึงเกี่ยวข้องกับภาระหนี้สาธารณะ นั่นหมายความว่าประชาชนต้องช่วยจ่ายหนี้ ซึ่งรัฐไม่ต้องการให้เกิดขึ้น จึงขอให้การกู้เป็นทางเลือกสุดท้าย

แม้จะมีการตั้งคำถามว่าหากหนี้เพิ่มขึ้นถึง 150,000 ล้านบาท จะเป็นจุดที่ต้องกู้หรือไม่ คำตอบคือ การตัดสินใจต้องประเมินฐานะกองทุน กระแสเงินสด แนวโน้มราคาน้ำมัน รายรับที่จะเข้ามา และระยะเวลาที่คาดว่าวิกฤตจะยืดเยื้อ หากถึงจุดที่จำเป็นต้องกู้จริง สกนช.จะต้องจัดทำข้อมูลและวงเงินเสนอคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) พิจารณา ก่อนเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยต้องมีแผนบริหารหนี้และแผน Exit ที่ชัดเจน

จับตาฤดูหนาวราคายังเสี่ยง

สำหรับทิศทางราคาน้ำมันในระยะต่อไป กระทรวงพลังงานยอมรับว่ายังมีความเสี่ยงที่ราคาจะอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาวที่ความต้องการใช้พลังงานทั่วโลกเพิ่มขึ้น ประกอบกับปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังมีความไม่แน่นอน

อย่างไรก็ตาม กระทรวงพลังงานประเมินว่าจุดสูงสุดของราคาน้ำมันผ่านพ้นไปแล้ว หลังราคาดีเซลเคยปรับขึ้นรุนแรงในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน แตะ 300 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนลดลงในช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม และกลับมาผันผวนอีกครั้งตั้งแต่เดือนสิงหาคม

บทเรียนจากวิกฤตรอบนี้ชัดเจนว่า เมื่อราคาน้ำมันโลกพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ภาระไม่ได้ตกอยู่กับประชาชนเพียงฝ่ายเดียว แต่ไหลย้อนกลับมาที่กองทุนน้ำมันฯ ขณะเดียวกันก็ต้องจับตาว่ารัฐบาลจะสามารถใช้เครื่องมือที่มีอยู่ประคองวิกฤตไปจนกว่าราคาตลาดโลกจะคลี่คลายได้หรือไม่ โดยไม่ต้องเปลี่ยนภาระหนี้กองทุนให้กลายเป็นหนี้สาธารณะ

ข่าวอื่น ๆ

Sitemap