กรุงเทพฯ เจ้าภาพชิงเชฟดาวรุ่ง S.Pellegrino ระดับเอเชีย 20 ต.ค. 2569 ลุ้นตั๋วไปมิลาน

กรุงเทพฯ เจ้าภาพชิงเชฟดาวรุ่ง S.Pellegrino ระดับเอเชีย 20 ต.ค. 2569 ลุ้นตั๋วไปมิลาน

กรุงเทพมหานครได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน S.Pellegrino Young Chef Academy Competition รอบชิงชนะเลิศระดับภูมิภาคเอเชีย 2026-27 ในวันที่ 20 ตุลาคม 2569 ณ โรงเรียนสอนการประกอบอาหาร เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต โดยจะคัดเลือกเชฟรุ่นใหม่หนึ่งคนเป็นตัวแทนเอเชียไปชิงแชมป์โลกที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ในปี 2027

Key facts

ใครคือเชฟไทยที่ลงแข่ง?

การแข่งขันครั้งนี้เป็นการประชันฝีมือของ 10 เชฟดาวรุ่งที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายจาก 6 ประเทศและดินแดนในเอเชีย ได้แก่ ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ เวียดนาม และไทย โดยไทยมีตัวแทน 2 รายจากร้านอาหารชั้นนำในกรุงเทพฯ

เชฟกิตติธีร์ กมลนาวิน จากร้าน CLARA จะนำเสนอเมนูชื่อ “Kha Kai Mandorla” ขณะที่เชฟภัทรนรินทร์ โพธิ์ศิริ จากร้าน Elements, inspired by Ciel Bleu จะนำเสนอเมนู “Refined Southern Thai Cuisine” ทั้งสองคนจะได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากเชฟที่ปรึกษา โดยเชฟ Christian Martena รับหน้าที่ Mentor ของเชฟกิตติธีร์ และเชฟ Gerard Villaret เป็น Mentor ของเชฟภัทรนรินทร์ กรรมการตัดสินใช้เกณฑ์อะไร?

คณะกรรมการตัดสินระดับภูมิภาคเอเชียประจำปีนี้ประกอบด้วยเชฟระดับแนวหน้า 7 คน ได้แก่ เชฟกะริมา อะโรรา จากร้าน Gaa (กรุงเทพฯ) เชฟชูดารี “ตาม” เทพหัสดิน ณ อยุธยา จากร้าน บ้านเทพา (กรุงเทพฯ) เชฟ LG Han จากร้าน Labyrinth (สิงคโปร์) เชฟ Sun Kim จากร้าน Meta Restaurant (สิงคโปร์) เชฟ Ryogo Tahara จากร้าน Logy (ไทเป) เชฟ Sam Tran จากร้าน Gia (ฮานอย) และเชฟ Luigi Troiano จากร้าน Noi (ฮ่องกง)

การตัดสินจะพิจารณาจากอาหารจานซิกเนเจอร์ (Signature Dish) ผ่านเกณฑ์หลัก 3 ด้าน คือ ทักษะทางเทคนิค (Technical Skills) ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) และแนวคิดความเชื่อส่วนบุคคลที่ถ่ายทอดผ่านอาหาร (Personal Belief) รางวัลมีอะไรบ้าง?

การแข่งขันรอบลงมือปฏิบัติจริงจะจัดขึ้น ณ โรงเรียนสอนการประกอบอาหาร เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต บริเวณศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งเป็นสถาบันร่วมทุนระหว่าง Le Cordon Bleu International และ Dusit International ขณะที่พิธีมอบรางวัลและงานกาล่าดินเนอร์จะจัดขึ้น ณ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ ในค่ำคืนวันที่ 20 ตุลาคม 2569

เวทีนี้มีการมอบรางวัลสำคัญ 4 ประเภท ได้แก่ S.Pellegrino Young Chef Academy Award ซึ่งเป็นรางวัลชนะเลิศระดับภูมิภาคที่คัดเลือกโดยคณะกรรมการทั้ง 7 คน เพื่อเป็นตัวแทนเอเชียไปแข่งรอบชิงชนะเลิศระดับโลกที่เมืองมิลานในปี 2027 ต่อด้วย S.Pellegrino Social Responsibility Award ที่คัดเลือกโดย Sustainable Restaurant Association สำหรับผลงานที่สะท้อนความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ยังมี Acqua Panna Connection in Gastronomy Award ซึ่งมาจากคะแนนโหวตของเหล่าเชฟที่ปรึกษา (Mentors) และ Fine Dining Lovers Award ที่มาจากคะแนนโหวตของนักชิมและผู้ติดตามในเครือข่าย Fine Dining Lovers Insiders เบื้องหลังโมเดล Mentorship

นายจาโคโม จาคานี (Giacomo Giacani) หัวหน้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก Nestlé Waters & Premium Beverages เปิดเผยว่า Academy ไม่ได้เป็นเพียงเวทีแข่งขันปรุงอาหาร แต่คือการสร้างชุมชนเครือข่ายวิชาชีพที่ยั่งยืน ผ่านการเชื่อมโยงเชฟรุ่นใหม่เข้ากับเชฟที่ปรึกษา (Mentor) ผู้มากประสบการณ์ เพื่อบ่มเพาะทักษะและแนวคิดทางธุรกิจ

“Academy ไม่ได้เป็นเพียงเวทีแข่งขันปรุงอาหาร แต่คือการสร้างชุมชนเครือข่ายวิชาชีพที่ยั่งยืน” นายจาโคโมกล่าว โดยระบุว่าเป้าหมายคือการเชื่อมโยงเชฟรุ่นใหม่เข้ากับเชฟที่ปรึกษาผู้มากประสบการณ์ เพื่อบ่มเพาะทั้งทักษะและแนวคิดทางธุรกิจ

กิจกรรมระหว่างวันที่ 18-20 ตุลาคม 2569 จึงรวมตัวอดีตผู้ชนะและเชฟจาก Academy กลับมาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ อาทิ เชฟ Ardy Ferguson ผู้ชนะเลิศระดับโลกปี 2024-25 เชฟ William Yee และเชฟ Louis Han กรุงเทพฯ กับเวทีอาหารระดับโลก

การที่กรุงเทพมหานครถูกเลือกเป็นเจ้าภาพรอบชิงชนะเลิศระดับภูมิภาคเอเชียสะท้อนบทบาทของเมืองในฐานะศูนย์กลางอาหารของภูมิภาค โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่าคณะกรรมการตัดสิน 7 คนมีเชฟจากกรุงเทพฯ ร่วมอยู่ถึง 2 คน คือ เชฟกะริมา อะโรรา จากร้าน Gaa และเชฟชูดารี “ตาม” เทพหัสดิน ณ อยุธยา จากร้าน บ้านเทพา

สำหรับผู้อ่านในประเทศไทย การแข่งขันครั้งนี้ยังเป็นโอกาสติดตามผลงานของเชฟไทยทั้งสองรายที่ลงแข่งบนเวทีเดียวกับตัวแทนจากอีก 5 ประเทศและดินแดนในเอเชีย

ขั้นตอนต่อไปหลังวันที่ 20 ตุลาคม 2569 คือการประกาศผู้ชนะ S.Pellegrino Young Chef Academy Award ซึ่งจะเป็นตัวแทนเอเชียไปแข่งขันรอบชิงชนะเลิศระดับโลกที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ในปี 2027 ต่อไป

ข่าวอื่น ๆ

Sitemap