กฟผ. ชูโครงข่ายไฟ-ไฟเบอร์ออปติก หนุนไทยสู่ Regional Digital Hub รองรับ Data Center ยุค AI

กฟผ. ชูโครงข่ายไฟ-ไฟเบอร์ออปติก หนุนไทยสู่ Regional Digital Hub รองรับ Data Center ยุค AI

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กำลังถูกจับตามองในฐานะกลไกสำคัญที่จะยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ด้วยการต่อยอดโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและโทรคมนาคมที่มีอยู่ ให้รองรับการลงทุน Data Center และเศรษฐกิจดิจิทัลในยุค AI ที่ต้องการไฟฟ้าปริมาณมาก ระบบส่งไฟฟ้าที่มั่นคง น้ำเพื่อการระบายความร้อน และการเชื่อมต่อข้อมูลความเร็วสูง

แนวคิดนี้ระบุโดย รศ.ดร.ทีปกร จิร์ฐิติกุลชัย หน่วยวิจัยด้านการวิเคราะห์ทางปัญญาประดิษฐ์เชิงลึกและเศรษฐมิติขั้นสูง คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งชี้ว่าโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและโทรคมนาคมเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุน Data Center โดย กฟผ. อาจเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย

โครงข่ายไฟเบอร์ออปติกบนเสาไฟแรงสูง

จุดแข็งประการสำคัญของ กฟผ. อยู่ที่โครงข่ายใยแก้วนำแสง (Fiber Optic) ซึ่งมีศักยภาพเป็นโครงข่ายหลักระดับประเทศ (National Core Backbone Network) เนื่องจากพาดผ่านไปกับระบบส่งไฟฟ้าแรงสูงที่ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ผ่านสถานีไฟฟ้าแรงสูงมากกว่า 260 สถานี รวมทั้งจังหวัดหลักที่มีโอกาสเป็น IXP (Internet Exchange Point)

โครงข่ายดังกล่าวใช้เทคโนโลยี OPGW (Optical Fiber Composite Overhead Ground Wire) ซึ่งติดตั้งไว้ในสายล่อฟ้าบนสุดของเสาส่งไฟฟ้าแรงสูงที่มีความมั่นคงสูง ทำหน้าที่ทั้งป้องกันฟ้าผ่าและรองรับการรับส่งข้อมูลการสื่อสาร รวมถึงสัญญาณควบคุมระบบไฟฟ้า

จุดเด่นคือการใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกับระบบส่งไฟฟ้าแรงสูง มีระบบสำรองเส้นทาง และอยู่ภายใต้มาตรการดูแลรักษาความมั่นคงของโครงข่าย ครอบคลุมหลายภูมิภาคและมีการขยายเส้นทางอย่างต่อเนื่อง สามารถรองรับการรับส่งข้อมูลปริมาณมากด้วยเทคโนโลยีใยแก้วนำแสง

กฟผ. ยังมีเทคโนโลยีตรวจจับและวิเคราะห์ความผิดปกติบนสายส่งเพื่อระบุตำแหน่งความเสียหาย รวมถึงศูนย์ Network Operation Center (NOC) ที่ติดตามสถานะโครงข่ายตลอด 24 ชั่วโมง ประกอบกับบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านระบบสื่อสารโทรคมนาคมและการทำงานใกล้ระบบไฟฟ้าแรงสูง

ในด้านการประกอบกิจการ กฟผ. ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่สาม รวมถึงใบอนุญาตบริการโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (International Private Leased Circuit: IPLC) จาก กสทช. ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการต่อยอดการให้บริการโครงข่ายแก่ภาคธุรกิจ โดยมีประสบการณ์ให้บริการเส้นใยแก้วนำแสง (Dark Fiber) บริการวงจรช่องสัญญาณโทรคมนาคม (Domestic and International Bandwidth) และบริการวงจร IP MPLS แก่หน่วยงานภาครัฐและเอกชน

งบ 45,000 ล้านบาท เสริมโครงข่ายภาคตะวันออก

นอกเหนือจากโครงข่ายโทรคมนาคม กฟผ. ยังมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าเพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ของ Data Center โดยได้เตรียมกรอบงบประมาณ 45,000 ล้านบาท สำหรับปี 2570 ซึ่งส่วนหนึ่งใช้ปรับปรุงโครงข่ายสายส่งหลัก (Main Trunk) เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ภาคตะวันออก เปรียบเสมือนการขยายถนนจาก 4 เลนเป็น 6 เลน

ขณะเดียวกัน กฟผ. กำลังพัฒนาระบบส่งให้มีความมั่นคงและยืดหยุ่นมากขึ้น ควบคู่กับระบบกักเก็บพลังงาน เช่น Battery Energy Storage System (BESS) และ Pumped Storage รวมถึงเทคโนโลยี Grid 2.0 เพื่อบริหารความผันผวนของพลังงานหมุนเวียนและรองรับโหลดไฟฟ้าขนาดใหญ่ในอนาคต

ในมิติพลังงานสีเขียว กฟผ. มีการพัฒนาศูนย์พยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Forecast Center: REFC) และนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาใช้บริหารจัดการระบบไฟฟ้า แนวทางเหล่านี้สามารถสนับสนุนการเชื่อมโยง Data Center เข้ากับระบบพลังงานสะอาด และเพิ่มความสามารถในการบริหารจัดการระบบไฟฟ้า ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อการลดคาร์บอน

อีกองค์ประกอบสำคัญของ Green Data Center คือน้ำและการระบายความร้อน ซึ่ง กฟผ. มีประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการน้ำเพื่อระบายความร้อนจากกระบวนการผลิตไฟฟ้าในโรงไฟฟ้าพลังความร้อนและพลังความร้อนร่วม โดยใช้น้ำหล่อเย็น (Cooling Water System) ดูดซับความร้อนส่วนเกินจากไอน้ำผ่านเครื่องควบแน่น (Condenser) ก่อนลดอุณหภูมิและหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ หรือระบายคืนสู่แหล่งน้ำภายใต้การควบคุมตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อม

ความเชี่ยวชาญดังกล่าวอาจต่อยอดสู่การศึกษาระบบบริหารจัดการน้ำและการระบายความร้อนสำหรับ Data Center ซึ่งต้องควบคุมอุณหภูมิของอุปกรณ์ประมวลผลอย่างต่อเนื่อง โดยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานร่วมกันควรพิจารณาความมั่นคงด้านน้ำ ความต้องการของชุมชนและภาคส่วนอื่น ตลอดจนผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน

โอกาสสู่ Digital Corridor Hub เชื่อมจีน-สิงคโปร์

ศักยภาพด้านไฟฟ้า โทรคมนาคม พลังงานสะอาด และการบริหารจัดการน้ำ เปิดโอกาสให้ กฟผ. มีส่วนสนับสนุนการลงทุน Data Center และกลุ่ม Hyperscaler ซึ่งเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและระบบคลาวด์ระดับโลก

ยิ่งไปกว่านั้น ไทยอาจต่อยอดจากการเป็นฐานที่ตั้งของ Data Center ไปสู่การเป็น Regional Digital Hub และ Digital Gateway โดยเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและดิจิทัลตามแนว จีน–สปป.ลาว–ไทย–มาเลเซีย–สิงคโปร์

ความร่วมมือด้านพลังงานผ่านโครงการ LTMS-PIP ซึ่งส่งผ่านไฟฟ้าจาก สปป.ลาว ผ่านระบบของไทยและมาเลเซียไปยังสิงคโปร์ เป็นตัวอย่างของการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานข้ามพรมแดนที่มีอยู่แล้ว ขณะที่โครงข่ายใยแก้วนำแสงและการเชื่อมต่อระหว่างประเทศสามารถเป็นพื้นฐานสำหรับการพัฒนาเส้นทางรับส่งข้อมูลในภูมิภาค

หากสามารถบูรณาการ Power Grid + Green Energy + Fiber Optic + Data Center เข้าด้วยกัน ไทยก็มีโอกาสพัฒนาเป็น Digital Corridor Hub ที่เชื่อมจีนกับมาเลเซียและสิงคโปร์ สร้างมูลค่าเพิ่มจากการเป็นจุดเชื่อมต่อพลังงาน ข้อมูล และบริการดิจิทัลของภูมิภาค ทั้งนี้ โอกาสดังกล่าวต้องอาศัยการพัฒนาโครงข่าย การเชื่อมต่อระหว่างประเทศ และกรอบกำกับดูแลที่เหมาะสมควบคู่กัน

อย่างไรก็ตาม การยกระดับศักยภาพของ กฟผ. ให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระดับประเทศและภูมิภาคยังมีความท้าทายสำคัญอย่างน้อยสามด้าน ด้านแรก คือ ความชัดเจนด้านกฎหมาย โดยเฉพาะการตีความวัตถุประสงค์ตามมาตรา 6 (2 ทวิ) และอำนาจดำเนินกิจการตามมาตรา 9 (1), (2) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2511 ว่าครอบคลุมการนำโครงข่ายที่มีอยู่ไปใช้สนับสนุนธุรกิจ Data Center และบริการดิจิทัลได้เพียงใด

หากการดำเนินการเข้าข่ายธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการของ กฟผ. ก็ควรพิจารณาขอบเขตอำนาจตามกฎหมายอย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้การตีความที่จำกัดเกินจำเป็นกลายเป็นข้อจำกัดของการลงทุนเพื่อธุรกิจโทรคมนาคมของ กฟผ. และเป็นอุปสรรคต่อการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ

ด้านที่สอง คือ ข้อจำกัดทางเทคนิคและการใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ โดยเฉพาะประเด็นข้อกำหนดการสำรองความจุโครงข่ายไว้สองในสามสำหรับกิจการไฟฟ้า ซึ่งควรได้รับการทบทวนบนพื้นฐานข้อมูลการใช้งานจริงและความต้องการสำรองเพื่อความมั่นคง ขณะที่ด้านที่สามคือกลไกธุรกิจที่ต้องออกแบบให้เกิดความเป็นธรรมและยั่งยืนต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ข่าวอื่น ๆ

Sitemap