
- เทคโนโลยี
- กองบรรณาธิการ
ผู้บริหารระดับสูงในสิงคโปร์ตกเป็นเหยื่อวิดีโอปลอมจาก AI (Deepfake) ที่สร้างภาพนายกรัฐมนตรี Lawrence Wong และผู้นำคนอื่น ๆ ขึ้นมาจนเชื่อว่าได้ร่วมโครงการระดับโลก และโอนเงินเกือบ 5 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ก่อนพบว่าทั้งห้องประชุมเป็นของปลอม เหตุการณ์นี้ถูกยกขึ้นเวทีเสวนา Upholding Trust in the Age of AI: Detecting and Disrupting the Next Generation of Scams ในงาน Singapore International Cyber Week (SICW) 2026 ที่สิงคโปร์ โดย Josephine Teo รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาดิจิทัลและสารสนเทศ และรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของสิงคโปร์ ระบุว่ามิจฉาชีพอาศัยความไว้ใจของมนุษย์มาตลอด แต่ AI ทำให้ต้นทุนการหลอกลวงถูกลงจนสัญญาณที่คนเคยใช้แยกของจริงจากของปลอมถูกปลอมได้ทั้งหมด
Key facts
มิจฉาชีพเปลี่ยนเกมอย่างไร
- ผู้บริหารในสิงคโปร์รายหนึ่งสูญเสียเงินเกือบ 5 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ จากวิดีโอ Deepfake ที่ปลอมเป็นนายกรัฐมนตรี Lawrence Wong ในห้องประชุมออนไลน์
- งาน Singapore International Cyber Week (SICW) 2026 จัดเวทีเสวนา Upholding Trust in the Age of AI: Detecting and Disrupting the Next Generation of Scams โดยมี Josephine Teo รัฐมนตรีกระทรวงพัฒนาดิจิทัลและสารสนเทศสิงคโปร์ ร่วมเปิดประเด็น
- Tech For Good Institute สถาบันวิจัยนโยบายไม่แสวงกำไรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบคนในภูมิภาค 72% ระบุประเภทการหลอกลวงจริงได้ถูก แต่มีเพียง 16% ใน 6 ตลาดใหญ่ที่พร้อมรับมือระดับสูง
- ระบบ SATIS ที่ Government Technology Agency of Singapore (GovTech) พัฒนากับตำรวจ สแกนเว็บไซต์กว่า 600,000 แห่งต่อวัน และสกัดเว็บไซต์อันตรายได้ราว 20,000 แห่งต่อเดือน
- ตำรวจสิงคโปร์ประสาน Meta ลบหรือจำกัดบัญชี เพจ และหน่วยที่เชื่อมโยงกับการหลอกลวงบน Facebook และ Instagram ได้เกือบ 3.8 ล้านรายการ
วงเสวนาที่ดำเนินรายการโดย Steven Chia บรรณาธิการอาวุโสและพิธีกรอาวุโสของสำนักข่าว CNA รวมตัวแทนจากธนาคาร ตำรวจ หน่วยงานเทคโนโลยีภาครัฐ สถาบันวิจัยนโยบาย และ Google DeepMind มาตอบคำถามเดียวกันว่า เมื่อตาและหูเชื่อไม่ได้อีกต่อไป จะรักษาความไว้ใจไว้อย่างไร ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าภาระไม่ควรตกอยู่ที่ความระมัดระวังของแต่ละคน แต่ต้องย้ายการป้องกันขึ้นไปที่ต้นน้ำและเชื่อมระบบของทุกฝ่ายเข้าหากัน เพราะมิจฉาชีพไม่ได้เริ่มที่การโอนเงิน แต่เริ่มที่การสร้างความไว้ใจ
Senior Assistant Commissioner Justin Wong ผู้บัญชาการ Cyber Command ของตำรวจสิงคโปร์ (Singapore Police Force: SPF) ซึ่งดูแลคดี Deepfake มูลค่าเกือบ 5 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ เล่าว่าในทางเทคนิควิดีโอปลอมในคดีนั้นไม่ซับซ้อนและยังมีร่องรอยผิดปกติชัดเจน แต่ผู้เสียหายถูกดึงเข้าไปในเรื่องเล่าจนไม่ทันระวังตัว หากวิดีโอคุณภาพไม่สูงยังได้ผลขนาดนี้ เมื่อมิจฉาชีพหันไปใช้โมเดล AI ที่ล้ำหน้ากว่าเดิม ความเสียหายก็ยิ่งน่ากังวล AI สู้ AI ฝ่ายป้องกันเสี่ยงแพ้
JJ Geewax ผู้อำนวยการฝ่าย Applied AI ของ Google DeepMind มองว่าการหลอกลวงมีสองครึ่ง คือเทคโนโลยีกับจิตวิทยา และครึ่งที่แก้ยากกว่าคือจิตวิทยา เพราะเมื่อเหยื่อเชื่อไปแล้วก็ยากจะดึงกลับ ส่วนเทคโนโลยีที่ดีขึ้นทำหน้าที่พาเหยื่อจมลึกลงไปได้ง่ายขึ้น ทีมของ JJ จึงโฟกัสการตรวจจับให้เกิดเร็วขึ้นตั้งแต่ต้นทาง
Mark Chen ผู้อำนวยการกลุ่ม Trust and Safety ของ Government Technology Agency of Singapore (GovTech) ยอมรับตรง ๆ ว่าถ้าสู้กันแบบ AI ชน AI ฝ่ายป้องกันน่าจะแพ้ โดยยกตัวอย่างว่าคดี Deepfake ข้างต้นเริ่มจากการเปิดวิดีโอจริงของรัฐมนตรี Indranee Rajah ก่อน หากมีเครื่องมือตรวจ Deepfake ที่แม่นยำ 100% จนทุกคนเชื่อถือ แล้วเครื่องมือยืนยันว่าคลิปนั้นไม่ใช่ของปลอม ผลที่ได้คือเหยื่อจะยิ่งเชื่อสนิทใจกว่าเดิม
JJ เสริมว่าแม้ Google จะมีลายน้ำดิจิทัล (SynthID) ที่ฝังในภาพจาก AI ให้ตรวจสอบได้ แต่มิจฉาชีพก็หาทางเลี่ยงได้เสมอ เช่น ส่งภาพจริงของบุคคลที่แอบอ้างไปก่อน แล้วค่อยแทรกภาพจาก AI โดยอ้างว่าแค่ลบรอยบนใบหน้า ทางออกจึงอยู่ที่การหาจุดที่ฝ่ายป้องกันได้เปรียบ ซึ่ง Mark หมายถึงจุดที่มิจฉาชีพจำเป็นต้องเปิดเผยตัว เช่น เว็บไซต์หลอกลวงที่ต้องโผล่บนอินเทอร์เน็ตสาธารณะ หรือซิมการ์ดและบัญชีธนาคารที่ต้องยืนยันตัวตนผ่าน Singpass ระบบยืนยันตัวตนดิจิทัลของสิงคโปร์ ระบบอัตโนมัติสกัดได้แค่ไหน
ตัวอย่างที่เห็นผลแล้วคือ Scam Analytics and Tactical Intervention System (SATIS) ที่ GovTech พัฒนาร่วมกับตำรวจ ระบบนี้ใช้ AI สแกนเว็บไซต์กว่า 600,000 แห่งต่อวัน และสกัดเว็บไซต์อันตรายได้ราว 20,000 แห่งต่อเดือน ก่อนขยายไปครอบคลุมเบอร์โทรศัพท์และแพลตฟอร์มออนไลน์ที่น่าสงสัย Justin ระบุเพิ่มว่าในเว็บไซต์หลอกลวงที่ตำรวจสกัดได้ราววันละ 300 แห่ง สองในสามเป็นผลงานของ AI ล้วน ๆ โดยไม่ต้องใช้คน ทั้งยังศึกษาโปรไฟล์เว็บไซต์เพื่อหาโดเมนที่อาจถูกนำไปใช้ก่อนจะมีใครแจ้งเข้ามาด้วยซ้ำ
Raju Nair กรรมการผู้จัดการฝ่ายกฎหมายและกำกับดูแล ด้านแพลตฟอร์ม การวิเคราะห์ข้อมูล และการเฝ้าระวัง ของ DBS Bank ระบุว่าการหลอกลวงไม่ได้เกิดตอนจ่ายเงิน แต่เริ่มจากการสร้างความไว้ใจ ไล่ตั้งแต่การดึงดูด การโน้มน้าว จนถึงการโอนเงิน คดีราว 90-95% ที่ DBS พบจึงเป็นธุรกรรมที่เจ้าของบัญชียินยอมโอนเอง และแม้แต่ลูกค้าที่ดีที่สุดก็ตกเป็นเหยื่อการหลอกลวงที่ทำกันเป็นอุตสาหกรรมได้ ทำไมสังคมไว้ใจสูงจึงเสี่ยง
Josephine ยกตัวอย่างว่าเหยื่ออาจเจอมิจฉาชีพครั้งแรกบนโซเชียลมีเดีย ย้ายไปคุยต่อบนแอปแชต รับสายโทรศัพท์ แล้วปิดท้ายด้วยการโอนเงินผ่านสถาบันการเงิน ทุกจุดคือโอกาสในการสกัด แต่ไม่มีผู้ป้องกันรายใดมองเห็นทั้งห่วงโซ่ พลังของการป้องกันจะยิ่งทวีคูณเมื่อมีการแบ่งปันข้อมูล โดยตำรวจสิงคโปร์ช่วยให้ Meta ลบหรือจำกัดบัญชี เพจ และหน่วยที่เชื่อมโยงกับการหลอกลวงบน Facebook และ Instagram ได้เกือบ 3.8 ล้านรายการ ขณะที่ฝั่งการเงิน ธนาคารกลางสิงคโปร์ (Monetary Authority of Singapore: MAS) กำลังพัฒนาเครื่องมือ AI ร่วมกับธนาคารและตำรวจ เพื่อจับรูปแบบธุรกรรมผิดปกติในบัญชีของเหยื่อ แล้วส่งสัญญาณให้ธนาคารเข้าแทรกแซงได้เร็วขึ้น
เมื่อ Steven ถามว่าการเป็นสังคมที่ไว้ใจกันสูงกำลังย้อนกลับมาทำร้ายหรือไม่ Justin ยอมรับว่าใช่ เพราะสิงคโปร์มีความเสียหายจากมิจฉาชีพต่อหัวสูงเกินสัดส่วนเมื่อเทียบกับขนาดประเทศ ส่วนหนึ่งมาจากการที่คนเชื่อใจรัฐและระบบที่ทำงานได้ดี โจทย์จึงไม่ใช่การลดความไว้ใจ แต่คือการใช้ความไว้ใจนั้นให้เกิดประโยชน์ เพื่อขยับการป้องกันขึ้นไปที่ต้นน้ำ
Mark อธิบายต่อว่าการพึ่งให้เหยื่อสังเกตเอง ศึกษาเอง หรือลงมือป้องกันตัวเอง มักจบที่การปกป้องคนที่เปราะบางน้อยที่สุด โดยยกงานวิจัย Why do Nigerian Scammers Say They are From Nigeria? ที่ชี้ว่าหากมาตรการต้านมิจฉาชีพเป็นแบบสมัครใจ การหลอกลวงบางแบบอาจทำกำไรได้มากขึ้น เพราะเท่ากับช่วยมิจฉาชีพคัดคนที่หลอกยากออกไปจากกลุ่มเป้าหมาย คนอาเซียนรู้น้อยแต่ยังไม่พร้อม
ข้อมูลจาก Arifah Sharifuddin ผู้อำนวยการ Tech For Good Institute สถาบันวิจัยนโยบายไม่แสวงกำไรที่ศึกษาประเด็นเทคโนโลยีในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยิ่งตอกย้ำภาพนี้ ผลสำรวจล่าสุดของสถาบันพบว่าคนในภูมิภาคเพียง 43% มั่นใจว่าจับมิจฉาชีพได้ แต่เมื่อให้ระบุประเภทการหลอกลวงจริง กลับตอบถูกถึง 72% ทว่าใน 6 ตลาดใหญ่ของภูมิภาค มีเพียง 16% ที่พร้อมรับมือในระดับสูง คือรู้ว่าต้องทำอะไรหลังถูกหลอก ส่วนใหญ่ยังโต้ตอบกับมิจฉาชีพต่อเพื่อหาความจริงหรือพยายามทวงเงินคืน
สำหรับผู้อ่านในไทย ตัวเลขนี้สะท้อนช่องว่างเดียวกัน คือการที่คนจำนวนมากรู้จักรูปแบบกลโกง แต่ยังขาดความรู้ว่าต้องทำอะไรเมื่อตกเป็นเหยื่อ ซึ่งเป็นจุดที่หน่วยงานกำกับดูแลและสถาบันการเงินต้องเข้าไปเสริมมากกว่าปล่อยให้เป็นการป้องกันตัวเอง
เวที SICW 2026 สะท้อนทิศทางที่วงเสวนาเห็นร่วมกันว่า การรับมือมิจฉาชีพยุค AI ต้องอาศัยการเชื่อมระบบระหว่างแพลตฟอร์ม ธนาคาร และหน่วยงานรัฐ มากกว่าการเพิ่มคำเตือนให้ผู้ใช้ระวังตัวมากขึ้น โดยประเด็นที่ต้องจับตาต่อไปคือความคืบหน้าของเครื่องมือ AI ที่ MAS พัฒนาร่วมกับธนาคารและตำรวจสิงคโปร์ และการขยายขอบเขตของระบบ SATIS ไปยังเบอร์โทรศัพท์และแพลตฟอร์มออนไลน์ที่น่าสงสัย ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดว่าการย้ายการป้องกันขึ้นไปที่ต้นน้ำจะทำได้จริงเพียงใด
— National ITMX ประกาศความสำเร็จ NITMX Fintech Bootcamp 2026 โปรแกรมบ่มเพาะฟินเทคเชิงลึกครั้งแรกใน SEA มีผู้สมัคร 1,291 คน จาก 306 ทีม ทั่วประเทศ ก่อนคัดเหลือ 15
— กรุงศรีจัดงาน Krungsri Tech Day 2026 วันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 ณ Samyan Mitrtown Hall เปิดให้ฟรี ภายใต้แนวคิด Simplifying Life, Shifting Business with AI
— ตลาดหลักทรัพย์ฯ ตั้งนายสรวิศ ไกรฤกษ์ เป็นผู้จัดการ mai และ LiVEx ควบคู่ตำแหน่ง CMO เดิม พร้อมเลื่อน 3 ผู้บริหารขึ้นเป็นรองผู้จัดการ มีผล 1 มกราคม 2570