KBTG Techtopia 2026 ชี้ AI เปลี่ยนบทบาทมนุษย์สู่ผู้กำกับดูแล ไม่ใช่แค่ผู้ใช้

KBTG Techtopia 2026 ชี้ AI เปลี่ยนบทบาทมนุษย์สู่ผู้กำกับดูแล ไม่ใช่แค่ผู้ใช้

AI กำลังเปลี่ยนสถานะจากเครื่องมือที่รอรับคำสั่งไปสู่ Agent ที่วางแผน ให้เหตุผล และลงมือทำได้ด้วยตัวเอง การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่เพียงขยับขีดความสามารถของเทคโนโลยี แต่กำลังเปลี่ยนบทบาทของคนในที่ทำงาน วิธีสร้างธุรกิจ และความหมายของทักษะที่จำเป็นในอนาคต งาน KBTG Techtopia ปีที่ 4 ภายใต้ธีม Human of Tomorrow จัดขึ้นเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ชวนผู้ร่วมงานตั้งคำถามว่ามนุษย์จะทำงาน ตัดสินใจ และรักษาความรับผิดชอบของตัวเองไว้อย่างไร เมื่อ AI เริ่มเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงานจริง

สามเวทีมองอนาคต

เนื้อหาภายในงานแบ่งออกเป็น 3 เวที พร้อมเวิร์กช็อป 8 ห้อง, Community Circle 10 แห่ง และพื้นที่จัดแสดงนวัตกรรมจาก KBTG และพันธมิตร โดย Stage 1 มองโจทย์ระดับใหญ่ ตั้งแต่ทิศทางอนาคตของประเทศและบทบาทของ R&D ไปจนถึงการสร้างคุณค่าจาก AI, Trust, Accountability, Cybersecurity และ FinTech พร้อมตั้งคำถามว่าเมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้น มนุษย์ควรเรียนรู้ ปรับตัว และรักษาอะไรไว้กับตัวเอง

Stage 2 ลงมาสู่การใช้งานจริงในองค์กร ตั้งแต่ Agentic AI, Data, Hyper-Personalization และ Zero-Trust Security ไปจนถึง AI Ecosystem และโครงสร้างพื้นฐานของภาคธนาคาร เพราะการมี AI ที่เก่งเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่พอ หากองค์กรไม่มีข้อมูล ระบบความปลอดภัย และวิธีประเมินคุณภาพที่พร้อมรองรับ ภาพรวมของเวทีนี้ชี้ว่า องค์กรต้องมีข้อมูล โครงสร้างพื้นฐาน ความปลอดภัย ระบบประเมินคุณภาพ และแนวทางขยายผลที่เดินไปด้วยกัน

ส่วน Stage 3 พาไปมองเทคโนโลยีที่อาจกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในอนาคต ตั้งแต่ Quantum Computing, Smart City, Hybrid Cloud, Cybersecurity และ Blockchain ไปจนถึง Agentic AI รวมถึงรูปแบบการใช้งาน AI ที่อาจไม่ได้อยู่แค่การพิมพ์ Prompt ลงในแชตอีกต่อไป

มนุษย์คือผู้กำหนดเป้าหมาย

คุณวรนุช เดชะไกศยะ, Executive Chairman, KBTG เปิดเวทีด้วยแนวคิดว่าคู่แข่งที่แท้จริงในยุค AI คือความสามารถของมนุษย์ในการปรับตัว โลกไม่ได้เปลี่ยนเพราะเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว วิธีที่คนเลือกเรียนรู้และนำเทคโนโลยีไปใช้ต่างหากที่กำหนดทิศทางของการเปลี่ยนแปลง

คุณวรนุชอธิบายว่า AI กำลังขยับจาก Tool ที่รอให้คนถามและช่วยตอบ ไปสู่ Agent ที่วางแผน ตัดสินใจ และลงมือทำได้ ภาพของ AI จึงเริ่มใกล้กับ Digital Workforce มากขึ้น และทำให้คนต้องเปลี่ยนจากผู้ลงมือทำทุกขั้น ไปสู่ผู้กำหนดเป้าหมาย ออกแบบกระบวนการ ตรวจสอบ และตัดสินใจในจุดสำคัญ

KBTG นำภาพนี้มาทดลองผ่าน AthenaMind ซึ่งเป็น In-house Multi-Agent Platform ภายในมี 7 Enterprise Agents, 24 Pre-built Agents และ 401 Personal Agents พร้อม Adoption ประมาณ 90% ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่า KBTG ไม่ได้มอง AI Agent เป็นเพียงเครื่องมือทดลองแยกส่วน แต่เริ่มนำมาออกแบบให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบการทำงานภายในองค์กร

อีกตัวอย่างที่คุณวรนุชยกขึ้นมาคือการนำ AI เข้าไปอยู่ตลอดวงจรพัฒนาซอฟต์แวร์ ตั้งแต่ Requirement, Design, Development ไปจนถึง Test โดย KBTG ตั้งเป้าเพิ่ม Productivity แบบ End-to-End 15% ในช่วงปี 2026 ถึง f8 โดยมองว่าการทำให้ขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งเร็วขึ้น เช่น การเขียนโค้ด อาจไม่ได้ทำให้ทีมส่งงานเร็วขึ้นจริง หากขั้นตอนก่อนหน้าและหลังจากนั้นยังทำงานเหมือนเดิม

กำกับดูแลโดยคน

ยิ่ง AI สามารถลงมือทำเองได้มากขึ้น ยิ่งต้องให้น้ำหนักเรื่องการกำกับดูแลโดยคน KBTG วางองค์ประกอบสำคัญไว้ 3 เรื่อง ได้แก่ Data Hygiene เพื่อให้ข้อมูลพร้อมใช้งาน Human-in-the-loop เพื่อให้มนุษย์ยังอยู่ในจุดที่ต้องใช้การตัดสินใจ และ Enterprise-grade Security เพื่อให้ระบบมีมาตรฐานความปลอดภัยที่เหมาะกับองค์กร

นอกจากนี้ยังมี Sai JAI สำหรับประเมินระบบ AI, AEGIS สำหรับสร้าง Guardrails ให้ GenAI และ AI Playground ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ทดลอง AI ภายใต้กรอบที่กำหนดไว้ แนวคิดคือ องค์กรไม่ควรรอให้ AI ถูกนำไปใช้ในวงกว้างแล้วค่อยคิดเรื่อง Governance แต่ควรวางวิธีประเมิน ขอบเขตการใช้งาน และระบบความปลอดภัยไว้ตั้งแต่ต้น

ปัจจุบัน AI ใน KBTG ยังไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะงานพัฒนาซอฟต์แวร์ คุณวรนุชระบุว่ามี AI & Analytics Initiatives มากกว่า 80 โครงการ ครอบคลุมตั้งแต่ Internal Knowledge, AI Advisory, Document Processing ไปจนถึง Voice Processing

ขณะเดียวกันเรื่องคนก็ถูกวางไว้เป็นส่วนหนึ่งของการลงทุน โดย KBTG ระบุเป้าหมาย 100% AI Literacy มี AI Engineers 267 คน และมอง Agent Engineer เป็นหนึ่งในบทบาทใหม่ที่ต้องเตรียมคนให้พร้อม เพราะแม้ AI จะทำงานได้มากขึ้น แต่ระบบยังสามารถให้ข้อมูลผิด เกิด Hallucination หรือสะท้อนอคติจากข้อมูลที่ใช้ฝึกได้ หน้าที่ของคนจึงไม่ได้หายไป แต่เปลี่ยนจากการลงมือทำทุกอย่างเอง ไปสู่การตั้งคำถาม ตรวจสอบแหล่งข้อมูล เปรียบเทียบคำตอบ และรับผิดชอบต่อการตัดสินใจสุดท้าย

ความไว้วางใจและจิตวิทยา

หลัง Opening Stage ประเด็นบน Stage 1 ขยายต่อไปถึงคำถามว่า AI จะสร้างคุณค่าจริงให้กับองค์กรและสังคมได้อย่างไร หนึ่งในแนวคิดที่ถูกพูดถึงคืออนาคตที่คนหนึ่งคนอาจทำงานร่วมกับ AI Agent หลายตัว โดยแต่ละ Agent รับผิดชอบงานแต่ละส่วน คนทำงานจึงอาจมีหน้าที่คล้าย Manager ของ AI มากขึ้น ตั้งแต่การกำหนดเป้าหมาย แบ่งงาน ประเมินคุณภาพ และเชื่อมผลลัพธ์จากหลาย Agent ให้ตอบโจทย์เดียวกัน

Session The Next Frontier: Technology and Trust โดย Jessica Rosenworcel, Executive Director, MIT Media Lab ขยายภาพเรื่อง Trust ให้กว้างกว่าความเชื่อมั่นในประสิทธิภาพของระบบ เธอเสนอว่าเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือขยายความคิดสร้างสรรค์และการแสดงออกของมนุษย์ โจทย์จึงอยู่ที่การกำหนดว่าเราต้องการใช้เทคโนโลยีสร้างอนาคตแบบใด พร้อมวาง Accountability และ Governance ไปตั้งแต่ต้น

ใน Session Cyborg Psychology: How Will AI Change How We Live, Love, and Learn? ดร.พัทน์ ภัทรนุธาพร MIT Professor, Founding Director of the Cyborg Psychology research group ชวนมองอิทธิพลของ AI ที่ขยายจากการทำงานไปสู่ความคิด การตัดสินใจ อารมณ์ และความสัมพันธ์ ความเสี่ยงจึงครอบคลุมทั้ง Automation Bias การมอง AI เสมือนมนุษย์ และ Sycophancy หรือการที่ระบบตอบเอาใจผู้ใช้จนตอกย้ำความเชื่อเดิม AI Literacy จึงต้องรวมความเข้าใจด้านเทคโนโลยี จิตวิทยา และบริบททางสังคมเข้าด้วยกัน

สำหรับผู้อ่านในไทย ภาพที่ KBTG นำเสนอชี้ว่าองค์กรไทยจำนวนไม่น้อยอาจต้องเร่งเตรียมข้อมูล โครงสร้างพื้นฐาน และทักษะคนไปพร้อมกัน เพราะการนำ AI Agent เข้ามาใช้จะไม่ใช่แค่การติดตั้งเครื่องมือใหม่ แต่เป็นการออกแบบวิธีทำงานและความรับผิดชอบใหม่ทั้งระบบ แนวโน้มถัดไปจึงน่าจับตาว่าภาคธุรกิจไทยจะผลักดัน AI Literacy และ Governance ในระดับองค์กรได้เร็วเพียงใด

ข่าวอื่น ๆ

Sitemap