IMF-ธนาคารโลกชี้โลกแตกแยก ไทยชูจุดยืน 'ตัวเชื่อมที่ไว้ใจได้' ดึงทุนต่างชาติครึ่งปีแรกพุ่…

IMF-ธนาคารโลกชี้โลกแตกแยก ไทยชูจุดยืน 'ตัวเชื่อมที่ไว้ใจได้' ดึงทุนต่างชาติครึ่งปีแรกพุ่…

คำขอลงทุนจากต่างประเทศที่ยื่นเข้ามาในไทยช่วงครึ่งแรกของปี 2026 เพิ่มขึ้น 47% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ท่ามกลางกระแสการกระจายความเสี่ยงของนักลงทุนทั่วโลกที่ลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานประเทศใดประเทศหนึ่ง ขณะที่รัฐบาลไทยมองตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงจุดตั้งต้น และเร่งผลักดันให้ความสนใจเหล่านั้นกลายเป็นการลงทุนที่เกิดขึ้นจริงผ่านการลดขั้นตอนและอุปสรรคด้านกฎระเบียบ

ประเด็นนี้ถูกหยิบยกขึ้นหารือในหัวข้อ Building Resilience in a Fragmented World เวทีเสวนาระหว่างการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก ที่จัดขึ้นที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2026 โดยมี ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองบนเวทีเดียวกับ Kristalina Georgieva กรรมการจัดการ IMF, Ajay Banga ประธานกลุ่มธนาคารโลก และ Riikka Purra รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังฟินแลนด์

Buying Resilience ต้นทุนใหม่ของโลก

ดร.เอกนิติ อธิบายว่าโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ จากเดิมที่ประเทศและบริษัทต่าง ๆ ให้น้ำหนักกับประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจเป็นอันดับแรก วันนี้ความมั่นคงกลับกลายเป็นปัจจัยที่ต้องพิจารณาก่อน ทำให้หลายประเทศเริ่มกระจายตลาดและห่วงโซ่อุปทานเพื่อลดการพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่ง แม้ต้องแลกกับต้นทุนที่สูงขึ้น เขาเรียกแนวโน้มนี้ว่า Buying Resilience หรือการยอมจ่ายเพื่อเพิ่มความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยง

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลต่อเศรษฐกิจผ่านสามช่องทางหลัก ได้แก่ การค้า การเงิน และการลงทุน ในด้านการค้า ไทยเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิและพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลางบางส่วน เมื่อเกิดความผันผวนในช่วง 7-8 เดือนที่ผ่านมา ไทยจึงต้องปรับตัวด้วยการนำเข้าพลังงานจากแอฟริกาตะวันตกและลาตินอเมริกาเพิ่มขึ้น

ดร.เอกนิติ เปรียบการค้าระหว่างประเทศว่าไม่ต่างจากสายน้ำ เมื่อไหลไปเจอกำแพง น้ำก็จะหาทางไหลอ้อมไปจนได้ และแม้บางประเทศเลือกสร้างกำแพงกีดกันทางการค้า ไทยก็จะพยายามสร้างสะพานเชื่อมข้ามกำแพงเหล่านั้น

ตลาดเงินสะท้อนวินัยการคลังไทย

ด้านการเงิน ดร.เอกนิติ ชี้ว่าต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นส่งผลกระทบต่อแต่ละประเทศไม่เท่ากัน โดยยกตัวอย่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญของต้นทุนการระดมทุนภาครัฐ ในช่วง 7-8 เดือนที่ผ่านมา อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปีเพิ่มขึ้น 60 basis points หรือ 0.6 จุดเปอร์เซ็นต์ ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุเท่ากันเพิ่มขึ้น 120 basis points หรือ 1.2 จุดเปอร์เซ็นต์

เขามองว่าความแตกต่างดังกล่าวสะท้อนการตอบสนองของตลาดต่อวินัยการคลังที่ไทยรักษามาอย่างต่อเนื่อง และเป็นตัวอย่างว่านโยบายเศรษฐกิจที่แต่ละประเทศดำเนินมาส่งผลต่อความสามารถในการรับมือกับวิกฤตอย่างไร

สิ่งที่เขาให้น้ำหนักมากกว่าคือ ผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียมกัน เขาใช้แนวคิด K-shaped Economy อธิบายโดยเปรียบเศรษฐกิจเป็นเส้นที่แยกออกเป็นสองทิศทางคล้ายตัวอักษร K ประเทศขนาดใหญ่และบริษัทขนาดใหญ่มีทรัพยากรเพียงพอที่จะปรับตัว และอาจได้ประโยชน์จากความเปลี่ยนแปลง จึงอยู่บนเส้นที่พุ่งขึ้น ขณะที่ประเทศเล็ก ธุรกิจ SMEs และประชาชนรายย่อยกลับเผชิญข้อจำกัดในการปรับตัว ทำให้เสี่ยงตกอยู่บนเส้นที่เคลื่อนลง

ไทยวางตำแหน่ง Trusted Connector

สำหรับประเทศไทย ดร.เอกนิติ มองว่าอยู่ในตำแหน่งตรงกลางระหว่างสองกลุ่ม และสามารถใช้จุดยืนนี้ทำหน้าที่เป็น Trusted Connector หรือตัวเชื่อมที่ไว้ใจได้ ระหว่างประเทศขนาดใหญ่กับประเทศขนาดเล็ก แต่การทำหน้าที่ดังกล่าวต้องเริ่มจากการสร้างความไว้วางใจสองส่วน ส่วนแรกคือความไว้วางใจระหว่างประเทศ โดยไทยยังยึดมั่นในระเบียบระหว่างประเทศและระบบเศรษฐกิจที่ตั้งอยู่บนกฎเกณฑ์ร่วมกัน ส่วนที่สองคือความไว้วางใจภายในประเทศ เพราะการเปิดรับการค้าและการลงทุนจากต่างชาติจะเกิดประโยชน์อย่างแท้จริงได้ ก็ต่อเมื่อสามารถเชื่อมโยงโอกาสเหล่านั้นมาสู่ประชาชนและธุรกิจในท้องถิ่น

ในด้านการลงทุน เขาระบุว่าไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้ประโยชน์จากการที่นักลงทุนทั่วโลกพยายามกระจายความเสี่ยง โดยคำขอลงทุนจากต่างประเทศช่วงครึ่งแรกของปี 2026 เพิ่มขึ้น 47% แต่รัฐบาลไม่ได้ต้องการเพียงให้ตัวเลขคำขอเพิ่มขึ้น ต้องการเปลี่ยนความสนใจเหล่านั้นให้กลายเป็นการลงทุนที่เกิดขึ้นจริง ผ่านการลดขั้นตอนและอุปสรรคด้านกฎระเบียบ

เขายังระบุว่าการลงทุนภาคเอกชนของไทยขยายตัวมากกว่า 10% ติดต่อกันสองไตรมาส โดยเชื่อมโยงความคืบหน้าดังกล่าวเข้ากับความพยายามของรัฐบาลในการอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน อีกหนึ่งโอกาสที่เขายกขึ้นมาคืออุตสาหกรรม AI ซึ่งไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลกแล้ว โดยการส่งออกที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม AI เติบโต 40% ในช่วงครึ่งแรกของปี

Turn Capital into Capabilities

การได้รับเงินลงทุนจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ดร.เอกนิติ ใช้คำว่า Turn Capital into Capabilities หรือการเปลี่ยนเงินทุนให้กลายเป็นขีดความสามารถ โดยมองว่าไทยต้องใช้โอกาสจากการลงทุนต่างชาติมาพัฒนาทักษะแรงงาน ยกระดับความสามารถในการแข่งขัน และเชื่อมธุรกิจท้องถิ่นเข้ากับห่วงโซ่อุปทานระดับโลก

หนึ่งในเครื่องมือที่เขาพูดถึงคือโครงการ Skill Bridge ซึ่งเชื่อมความต้องการบุคลากรของบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนกับมหาวิทยาลัยในประเทศ เพื่อให้การพัฒนาทักษะของคนไทยสอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมใหม่ นอกจากนี้ ไทยยังใช้มาตรการจูงใจการลงทุนเป็นเครื่องมือผลักดันให้โครงการลงทุนใหม่มีการถ่ายทอดเทคโนโลยี และสร้างความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในการฝึกอบรมบุคลากรไทย

ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดการสร้างความไว้วางใจภายในประเทศ เพราะหากประชาชนและธุรกิจท้องถิ่นมองเห็นประโยชน์จากการเปิดรับการลงทุนระหว่างประเทศ ก็จะช่วยสร้างพื้นฐานของความร่วมมือในระยะยาว

ธนาคารโลกชี้ 3 เงื่อนไขดึงทุนเอกชน

อีกประเด็นสำคัญของเวทีมาจาก Ajay Banga ประธานกลุ่มธนาคารโลก ซึ่งอธิบายว่าเหตุใดเงินลงทุนภาคเอกชนจึงมีความสำคัญต่ออนาคตของประเทศกำลังพัฒนา โดยระบุว่าในอีก 12-15 ปีข้างหน้า จะมีประชากรในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ราว 1,200 ล้านคนทยอยมีอายุครบ 18 ปี คนกลุ่มนี้จำเป็นต้องมีโอกาสทำงานและสร้างรายได้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นการจ้างงานในบริษัทขนาดใหญ่เสมอไป แต่อาจเป็นการประกอบอาชีพอิสระหรือการทำเกษตรกรรมที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ปัญหาคือเงินภาครัฐเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการสร้างโอกาสให้คนจำนวนมหาศาล เนื่องจากหลายประเทศกำลังเผชิญข้อจำกัดด้านการคลังทั้งประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา เขาจึงเปรียบการระดมทุนเพื่อการพัฒนาเหมือนเก้าอี้สามขา ซึ่งต้องอาศัยทั้งเงินภาครัฐ เงินทุนเพื่อการกุศล และเงินลงทุนภาคเอกชนทำงานร่วมกัน

สำหรับผู้อ่านไทย ประเด็นนี้สะท้อนความท้าทายที่ใกล้ตัว เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกและการลงทุนต่างชาติสูง ขณะที่ภาค SMEs และแรงงานทักษะต่ำยังเปราะบางต่อความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานโลก การวางตำแหน่งเป็น Trusted Connector จึงเป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยง หากไทยเชื่อมโยงเม็ดเงินลงทุนกับขีดความสามารถของคนในประเทศได้จริง แต่หากทำได้เพียงดึงคำขอลงทุนโดยไม่เปลี่ยนเป็นงาน ทักษะ และเทคโนโลยี ความเสี่ยงที่ไทยจะถูกผลักไปอยู่บนเส้นขาลงของเศรษฐกิจแบบ K-shaped ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ข่าวอื่น ๆ

Sitemap