
- เทคโนโลยี
- กองบรรณาธิการ
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดตัวรายงาน Regional Economic Outlook for Asia and Pacific ฉบับเดือนตุลาคม 2026 เมื่อเช้าวันที่ 15 ตุลาคม 2026 โดยปรับคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิกปีนี้ขึ้นเป็น 4.8% จากแรงหนุนของกระแส AI และเทคโนโลยี ทว่าประเทศไทยซึ่งเป็นเจ้าภาพการแถลงกลับถูกคาดว่าจะเติบโตเพียง 2.1% ต่ำที่สุดในกลุ่มอาเซียน 5 ประเทศ
การแถลงข่าวครั้งนี้มี Krishna Srinivasan ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียและแปซิฟิกของ IMF และ Sonali Jain-Chandra รองผู้อำนวยการฝ่ายเดียวกัน เป็นผู้แถลง โดยมี Pawit Thepphasit-Ayutthaya จากฝ่ายสื่อสารของ IMF เป็นผู้ดำเนินรายการ รายงานฉบับนี้ตั้งคำถามสำคัญว่า ความแกร่งของเศรษฐกิจเอเชียท่ามกลางความไม่แน่นอนจะยืนระยะได้อีกนานแค่ไหน
สามแรงกระแทกที่ต้องรับมือ
เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิกในปีนี้เผชิญแรงกดดันจากสามด้านหลัก ได้แก่ วิกฤตพลังงานที่เกิดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางซึ่งเริ่มขึ้นช่วงเดือนกุมภาพันธ์ กระทบภูมิภาคที่ใช้พลังงานราว 4% ของ GDP และเกือบครึ่งเป็นการนำเข้า ขณะที่กระแส AI และเทคโนโลยียังพุ่งสูงต่อเนื่องจากปีที่แล้ว และผลจากการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ในช่วงต้นปี 2025
แม้เผชิญแรงกดดันรอบด้าน เอเชียยังคงเป็นศูนย์กลางการเติบโตของโลก หลายประเทศปรับตัวรับวิกฤตพลังงานได้ดี ทั้งการหาแหล่งนำเข้าใหม่ ลดการใช้พลังงาน และหันไปหาพลังงานทางเลือก ขณะที่ประเทศขนาดใหญ่ได้ดึงน้ำมันสำรองออกมาใช้ ด้านภาคเทคโนโลยีและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ช่วยดันการส่งออกและความต้องการชิปให้พุ่งสูงขึ้น สินค้ากลุ่มอื่นก็ขยายตัวได้จากการกระจายตลาดและการค้าภายในภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม IMF เตือนว่าน้ำมันสำรองมีวันหมด และภาระทางการคลังจากการช่วยเหลือประชาชนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
เศรษฐกิจโตไม่เท่าเทียม
IMF คาดว่าเศรษฐกิจเอเชียจะชะลอตัวจาก 5% ในปี 2025 เหลือ 4.8% ในปี 2026 และ 4.4% ในปี 2027 โดยตัวเลขปีนี้ปรับขึ้นจากประมาณการเมื่อเดือนเมษายนที่ 4.4% และคิดเป็น 68% หรือมากกว่าสองในสามของการเติบโตเศรษฐกิจโลก
ทว่าประโยชน์ที่ได้รับกลับไม่เท่ากัน กลุ่มที่ได้อานิสงส์เต็ม ๆ จากกระแสเทคโนโลยีและชิปเติบโตก้าวกระโดด เช่น ไต้หวันที่ถูกปรับคาดการณ์ขึ้นถึง 5.5 จุด เป็น 10.7% เวียดนามโต 8.4% เกาหลีใต้เติบโตแรงและมีแนวโน้มเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงถึง 19% ของ GDP และสิงคโปร์โต 5% ขณะที่ประเทศรายได้ต่ำหรือไม่ได้ประโยชน์จากเทคโนโลยีโดยตรงอย่างกัมพูชา บังกลาเทศ และหมู่เกาะแปซิฟิก กลับถูกปรับลดลง
สำหรับประเทศไทย IMF คาดการณ์ GDP ปี 2026 และ 2027 ไว้ที่ 2.1% เท่ากัน แม้ปรับขึ้นจากเดือนเมษายนมา 0.6 จุด แต่ยังต่ำที่สุดในกลุ่มอาเซียน 5 ซึ่งคาดว่าจะโตเฉลี่ย 4.4% โดยอินโดนีเซียและมาเลเซียคาดว่าจะโต 5.1% และ 5.2% ตามลำดับ รายงานระบุว่าไทยได้อานิสงส์จาก AI ในทางอ้อมผ่านการผลิตชิ้นส่วนป้อนดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน
ช่วยคน ไม่ช่วยราคา
ความเสี่ยงหลักที่ IMF จับตา ได้แก่ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ การประเมินผลิตภาพ AI ใหม่ การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ความตึงเครียดทางการค้า เงินเฟ้อค้างนาน และปรากฏการณ์เอลนิโญที่อาจรุนแรงเป็นประวัติการณ์จนกระทบราคาอาหารและงบประมาณรัฐ
ในด้านนโยบาย IMF เน้นย้ำให้ธนาคารกลางรักษาความเป็นอิสระและยึดเป้าหมายเสถียรภาพราคา ส่วนด้านการคลังย้ำหลักการ "protect people, not prices" คือควรช่วยเหลือที่ตัวคนโดยตรง เช่น การให้เงินช่วยเหลือเจาะกลุ่มเป้าหมายผู้มีรายได้น้อย แทนการอุดหนุนราคาน้ำมันแบบเหมาจ่ายที่อุ้มทุกคน เพื่อไม่ให้เป็นภาระทางการคลังระยะยาว พร้อมเสนอการปฏิรูปโครงสร้าง 4 ด้าน คือ แก้ปัญหาการว่างงานของคนรุ่นใหม่และปรับตัวรับ AI เสริมระบบคุ้มครองทางสังคม สร้างความมั่นคงด้านพลังงาน และเพิ่มการเชื่อมโยงการค้าในภูมิภาค
AI กับแรงงานและบริการ
รายงานฉบับนี้มีบทวิเคราะห์เชิงลึกหลายเรื่อง อาทิ การวิเคราะห์ประกาศงานออนไลน์ 40 ล้านประกาศ พบว่าความต้องการจ้างงานในอาชีพที่ AI ทำแทนได้ลดลงราว 10% ในช่วงแรก แต่ปัจจุบันเริ่มทรงตัวแล้ว นายจ้างหันมาต้องการคนที่ใช้ AI เป็น จึงถือเป็นการปรับรูปแบบงานมากกว่าการทำให้งานหายไป
ด้านระบบคุ้มครองทางสังคม IMF ระบุว่าการสร้างบำนาญและเงินช่วยเหลือที่ตรงจุดจะช่วยให้ประชาชนกล้าจับจ่าย และทำให้การบริโภคทนทานต่อแรงกระแทกได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในประเทศที่มีหนี้ครัวเรือนสูงอย่างไทย ส่วนการค้าภาคบริการ กฎระเบียบในเอเชียทำให้ต้นทุนการค้าบริการสมัยใหม่ ทั้งการเงิน ประกัน และไอที สูงกว่าประเทศที่เปิดกว้างถึง 70% หากลดอุปสรรคเหล่านี้ได้ จะช่วยเพิ่ม GDP ระยะยาวของภูมิภาคได้เกือบ 1%
ในการตอบข้อซักถามสื่อมวลชน IMF มองว่าไทยจำเป็นต้องลดการขาดดุลการคลังอย่างระมัดระวัง ควบคู่กับการใช้ระบบดิจิทัลช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและมีหนี้สูงอย่างตรงจุด เพื่อรักษาความมั่นใจของนักลงทุนภายใต้กรอบการคลังระยะกลาง
IMF ยังระบุว่าหากประเทศในเอเชียร่วมมือกันลดอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี เช่น กฎระเบียบและขั้นตอนศุลกากร จะช่วยเพิ่ม GDP ภูมิภาคได้เกือบ 2% ซึ่งมีมูลค่ามหาศาลเท่ากับเพิ่มเศรษฐกิจขนาดประเทศไทยเข้าไปอีกหนึ่งประเทศ
สำหรับทิศทางเศรษฐกิจจีน IMF คาดว่าจะเติบโต 4.5% โดยมาจากภาคการส่งออกเป็นหลัก แต่อุปสงค์ภายในประเทศยังอ่อนแอ จึงเสนอให้รัฐบาลจีนออกมาตรการกระตุ้นการคลังที่ใหญ่ขึ้น แก้ปัญหาวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ด้วยงบราว 5% ของ GDP และปฏิรูประบบสวัสดิการ เพื่อดึงเงินเฟ้อและอุปสงค์ในประเทศให้กลับมา ขณะที่อินเดียยังเติบโตโดดเด่นที่ 7% จากพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ส่วนมาเลเซียและบรูไนได้ประโยชน์จากการเป็นผู้ส่งออกพลังงาน และเวียดนามได้ประโยชน์จากการกระจายห่วงโซ่อุปทานและการลงทุนจากต่างประเทศ
— National ITMX ประกาศความสำเร็จ NITMX Fintech Bootcamp 2026 โปรแกรมบ่มเพาะฟินเทคเชิงลึกครั้งแรกใน SEA มีผู้สมัคร 1,291 คน จาก 306 ทีม ทั่วประเทศ ก่อนคัดเหลือ 15
— กรุงศรีจัดงาน Krungsri Tech Day 2026 วันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 ณ Samyan Mitrtown Hall เปิดให้ฟรี ภายใต้แนวคิด Simplifying Life, Shifting Business with AI
— ผู้บริหารในสิงคโปร์ถูกวิดีโอ Deepfake ปลอมเป็นนายกรัฐมนตรีหลอกโอนเงินเกือบ 5 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ขณะที่ผลสำรวจในอาเซียนชี้คน 72% จับสัญญาณมิจฉาชีพได้ แต่พร้อมรั