IMF จำลอง 3 ฉากทัศน์ AI ชี้เศรษฐกิจโลกเสี่ยง หากการลงทุนสะดุด ไทยอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน

IMF จำลอง 3 ฉากทัศน์ AI ชี้เศรษฐกิจโลกเสี่ยง หากการลงทุนสะดุด ไทยอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน

เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งสงครามในตะวันออกกลาง ราคาพลังงานที่สูงขึ้น และต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้น แต่ท่ามกลางความไม่แน่นอนนี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ยังคาดว่าเศรษฐกิจโลกจะเติบโต 3.1% ในปี 2026 และ 3.4% ในปี 2027 โดยปัจจัยสำคัญที่พยุงการเติบโตไว้ได้คือการลงทุนด้าน AI ที่กำลังขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ

รายงาน World Economic Outlook ฉบับเดือนตุลาคม 2026 ซึ่ง IMF เปิดตัวที่กรุงเทพฯ ระหว่างการประชุมประจำปี จึงจำลองอนาคตของ AI ออกมาเป็น 3 ฉากทัศน์ ตั้งแต่กรณีที่ AI สร้างผลตอบแทนได้เต็มที่ ไปจนถึงกรณีที่ตลาดปรับลดมูลค่าการลงทุนด้าน AI อย่างรุนแรง โดยผลการจำลองชี้ว่า ประเทศในเอเชียซึ่งได้ประโยชน์จากการเติบโตของ AI ในปัจจุบัน อาจเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักเช่นกันหากการลงทุนสะดุด และประเทศไทยก็อยู่ในห่วงโซ่อุปทานนี้

AI พยุงการค้าโลก แต่กระจุกตัวสูง

Silvana Tenreyro หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ IMF เปิดเผยระหว่างการแถลงข่าวว่า AI มีบทบาทสำคัญต่อการขยายตัวของการค้าโลกในช่วงที่ผ่านมา ระหว่างปี 2023-2025 การค้าโลกเติบโตสะสม 8.3% แต่หากพิจารณาเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI พบว่าเติบโตถึง 29% และหากตัดสินค้ากลุ่มนี้ออกไป การค้าโลกจะเติบโตเพียง 4.6%

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีที่นักลงทุนให้ความสนใจ แต่กำลังสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริงผ่านการผลิต การลงทุน และการค้าระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ผลประโยชน์จากการเติบโตครั้งนี้กระจุกตัวอยู่ในไม่กี่ประเทศ โดย IMF ระบุว่าไต้หวันและเกาหลีใต้มีสัดส่วนรวมกันถึง 62% ของการค้าสุทธิฮาร์ดแวร์ประมวลผลสำหรับ AI

ยิ่งไปกว่านั้น มูลค่าการค้าฮาร์ดแวร์ AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วยังมีแรงขับเคลื่อนจากราคาสินค้าที่สูงขึ้นมากกว่าปริมาณสินค้าที่เพิ่มขึ้น นั่นหมายความว่าเมื่อการผลิตและผลประโยชน์กระจุกตัวอยู่ในบริษัทและประเทศเพียงไม่กี่แห่ง การเปลี่ยนแปลงของความต้องการหรือราคาสินค้าจึงอาจสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจได้เป็นวงกว้าง

สามฉากทัศน์ที่ IMF จำลอง

ก่อนดูผลการจำลอง ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ตัวเลข GDP ในทั้ง 3 ฉากทัศน์เป็นการเปลี่ยนแปลงของระดับ GDP เมื่อเทียบกับกรณีฐาน (Baseline) ไม่ใช่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจรายปี ตัวอย่างเช่น หาก GDP ในกรณีฐานมีค่าเท่ากับ 100 การเพิ่มขึ้น 0.6% หมายถึง GDP จะอยู่ที่ 100.6 ส่วนการลดลง 1.1% หมายถึง GDP จะเหลือ 98.9 โดยกรณีฐานของ IMF ตั้งสมมติฐานว่ากระแสการลงทุนด้าน AI ที่กำลังร้อนแรงจะค่อย ๆ ชะลอตัวลงเมื่อเวลาผ่านไป

ฉากทัศน์แรกคือสถานการณ์ที่การลงทุนด้าน AI ขยายตัวมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยมีสหรัฐฯ และจีนเป็นศูนย์กลางสำคัญ ขณะเดียวกัน AI ก็เริ่มสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจผ่านการเพิ่มผลิตภาพ IMF ประเมินว่า AI จะช่วยให้ผลิตภาพการผลิตรวมของโลกสูงกว่ากรณีฐาน 0.8% ภายใน 10 ปี โดยผลประโยชน์ราวสองในสามจะเกิดขึ้นในช่วง 5 ปีแรก เมื่อการลงทุนเพิ่มขึ้นพร้อมกับผลิตภาพที่ดีขึ้น GDP โลกจะสูงกว่ากรณีฐาน 0.6% ในปี 2029 โดยเงินเฟ้อได้รับผลกระทบไม่มาก เพราะประสิทธิภาพการผลิตที่เพิ่มขึ้นช่วยรองรับความต้องการที่ขยายตัว

เอเชียเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่ได้ประโยชน์มากที่สุด เนื่องจากการลงทุนด้าน AI ของสหรัฐฯ ต้องพึ่งพาฮาร์ดแวร์ที่ผลิตในเอเชียจำนวนมาก IMF ประเมินว่า GDP ของเอเชียที่ไม่รวมจีนจะสูงกว่ากรณีฐานสูงสุด 0.8% ในปี 2029 โดยผลประโยชน์ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มผู้ส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูง ขณะที่ GDP จีนสูงกว่ากรณีฐาน 0.7%

ฉากทัศน์ที่สองมีเม็ดเงินลงทุนด้าน AI เท่ากับฉากแรก แต่ความแตกต่างอยู่ที่ห่วงโซ่อุปทานของเอเชียไม่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อรองรับความต้องการได้ทัน ผลที่ตามมาคือราคาสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงพุ่งสูงขึ้น โดย IMF ประเมินว่าราคาส่งออกสินค้าเทคโนโลยีของเอเชียที่ไม่รวมจีนจะสูงกว่ากรณีฐาน 10% และอาจสูงถึง 40% สำหรับกลุ่มผู้ส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูง

สถานการณ์นี้สร้างประโยชน์ให้ประเทศผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ที่ขายสินค้าได้ในราคาสูงขึ้น แต่กลับเพิ่มต้นทุนให้ประเทศที่ต้องนำเข้าสินค้าเหล่านี้ โดยเฉพาะสหรัฐฯ และประเทศพัฒนาแล้ว ขณะเดียวกัน ผลิตภาพจาก AI ยังเพิ่มขึ้นช้ากว่าฉากแรก IMF ประเมินว่าเงินเฟ้อสหรัฐฯ จะสูงกว่ากรณีฐาน 0.4 จุดเปอร์เซ็นต์ภายในปี 2028 และอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะสูงขึ้นประมาณ 0.7 จุดเปอร์เซ็นต์ ผลคือ GDP โลกจะสูงกว่ากรณีฐานเพียง 0.2% ในปี 2029 น้อยกว่าฉากแรกอย่างชัดเจน

หาก AI ไม่สร้างผลตอบแทนตามคาด

ฉากทัศน์สุดท้ายเป็นสถานการณ์ที่ AI ไม่สามารถสร้างผลิตภาพได้ตามที่นักลงทุนคาดหวัง ส่งผลให้บริษัทเทคโนโลยีลดการลงทุนลงอย่างมาก โดยเฉพาะในสหรัฐฯ IMF จำลองให้ราคาหุ้นสหรัฐฯ ลดลง 20% ในปี 2026 ขณะที่ตลาดหุ้นประเทศอื่นลดลง 15% พร้อมกับต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นจากความกังวลของนักลงทุน

สำหรับเอเชีย ผลกระทบเกิดขึ้นพร้อมกันสองด้าน คือความต้องการฮาร์ดแวร์จากต่างประเทศลดลง และราคาส่งออกปรับตัวต่ำลง โดยราคาสินค้าของผู้ส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูงอาจลดลงประมาณ 20% เมื่อรวมผลกระทบจากการลงทุนที่หดตัว ราคาสินทรัพย์ที่ลดลง และภาวะการเงินที่ตึงตัว IMF ประเมินว่า GDP โลกจะต่ำกว่ากรณีฐาน 1.1% ในปี 2028 สหรัฐฯ จะได้รับผลกระทบมากกว่าค่าเฉลี่ยโลก โดย GDP ต่ำกว่ากรณีฐาน 1.8% ขณะที่เอเชียที่ไม่รวมจีนต่ำกว่ากรณีฐาน 1.7%

อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงสถานการณ์จำลองเพื่อประเมินความเสี่ยง ไม่ได้หมายความว่า IMF คาดการณ์ว่าตลาด AI จะปรับฐานรุนแรงอย่างแน่นอน เมื่อเปรียบเทียบผลการจำลองทั้งสามฉาก จะเห็นความแตกต่างที่น่าสนใจ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งได้ประโยชน์จากการเติบโตของ AI ในปัจจุบัน แต่หากการลงทุนสะดุดลง ผลกระทบอาจรุนแรงกว่าภูมิภาคอื่น เพราะทั้งความต้องการฮาร์ดแวร์และราคาส่งออกจะปรับตัวลงพร้อมกัน

สำหรับประเทศไทยที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนฮาร์ดแวร์ของภูมิภาค ความเสี่ยงจึงไม่ได้อยู่แค่ที่การส่งออกสินค้าเทคโนโลยีโดยตรง แต่รวมถึงอุตสาหกรรมสนับสนุนที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายการผลิตในเอเชียด้วย ทิศทางของเม็ดเงินลงทุน AI จากสหรัฐฯ และจีนจึงเป็นตัวแปรที่ภาคส่งออกไทยต้องจับตาในระยะต่อไป

ข่าวอื่น ๆ

Sitemap