
- เทคโนโลยี
- กองบรรณาธิการ
การสร้างบริษัท AI จากประเทศไทยให้แข่งขันในตลาดโลกเป็นโจทย์ที่ท้าทาย เพราะตลาดในประเทศมีขนาดเล็กกว่าแหล่งกำเนิดบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่หลายเท่า และโมเดลพื้นฐานชั้นนำส่วนใหญ่มาจากสหรัฐฯ หรือจีน คุณกรวัฒน์ เจียรวนนท์ ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหาร Amity ได้เล่าเส้นทางของบริษัทในเซสชัน '$160M Raised: Building a Global AI Player from Thailand' ที่งาน Techsauce Global Summit 2026 ถึงกลยุทธ์ที่ทำให้บริษัทระดมทุนได้รวม 160 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
โอกาสของ Vertical AI
คุณกรวัฒน์มองว่าโอกาสของบริษัทในภูมิภาคอยู่ที่ Vertical AI หรือ AI ที่พัฒนาสำหรับงานและอุตสาหกรรมเฉพาะ โมเดลพื้นฐานชั้นนำเรียนรู้จากข้อมูลทั่วไปที่หาได้บนอินเทอร์เน็ต ทว่ายังมีข้อมูลอีกมากที่ไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ เช่น ข้อมูลที่ไหลเวียนอยู่ในสถาบันการเงินไทย ข้อมูลเฉพาะเหล่านี้เปิดทางให้บริษัทสร้างโมเดลสำหรับงานบางประเภทได้ตรงกว่าการใช้โมเดลทั่วไป
เขาเปรียบเทียบว่า ขณะที่โมเดลพื้นฐานขนาดใหญ่อาจมีพารามิเตอร์หลายแสนล้านถึงหนึ่งล้านล้านตัว โมเดลเฉพาะทางอาจใช้เพียง 7,000 ถึง 10,000 ล้านพารามิเตอร์ เมื่อฝึกด้วยข้อมูลที่ตรงกับงาน โมเดลขนาดเล็กกว่าก็อาจทำงานเฉพาะด้านได้ดีขึ้น พร้อมต้นทุนการประมวลผลที่ต่ำกว่า ข้อได้เปรียบจึงไม่ได้อยู่ที่การพยายามสร้างโมเดลให้ใหญ่ที่สุด แต่อยู่ที่การเข้าถึงข้อมูลที่คู่แข่งไม่มี และเลือกปัญหาที่ความรู้เฉพาะทางสร้างความแตกต่างได้จริง
ตลาดบ้านเกิดเล็ก เป้าหมายต้องไกลกว่า
คุณกรวัฒน์ระบุว่า ความฝันและวิสัยทัศน์ของบริษัทคือการสร้างผู้เล่น AI ที่แข่งขันได้ในระดับโลกจากประเทศไทย หาก Amity จำกัดตลาดหลักไว้เพียงไทยหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัทจะไม่มีฐานตลาดใหญ่พอสำหรับสร้างขนาดธุรกิจและขีดความสามารถด้านการวิจัยเพื่อแข่งขันในระดับโลก
ปัจจุบันกำไรมากกว่า 80% ของ Amity มาจากนอกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยยุโรปเป็นพื้นที่สำคัญ การวางยุโรปและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไว้ในยุทธศาสตร์เดียวกัน ทำให้บริษัทเข้าถึงเศรษฐกิจที่มี GDP รวมประมาณ 25 ถึง 26 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงจีน ตัวเลขนี้เป็นเหตุผลเชิงโครงสร้าง เพราะตลาดที่ใหญ่ขึ้นรองรับทั้งรายได้ เงินลงทุนด้านวิจัย และการพัฒนาเทคโนโลยีที่ต้องใช้เพื่อรับมือผู้เล่นรายใหญ่จากสหรัฐฯ และจีน
ซื้อทางเข้าตลาด แทนเริ่มใหม่ทุกประเทศ
ปัญหาของการขยายตลาดด้วยตัวเองคือต้องสร้างทีมขาย ปรับภาษา และสร้างฐานลูกค้าใหม่ในทุกประเทศ คุณกรวัฒน์กล่าวว่า จากประสบการณ์สร้างบริษัทเทคโนโลยีในไทยตลอด 14 ปี โอกาสชนะบริษัทที่ใหญ่กว่าโดยใช้การเติบโตจากภายในเพียงอย่างเดียวมีน้อย Amity จึงเริ่มใช้กลยุทธ์ Rollup ผ่านการเข้าซื้อกิจการในปี 2023
บริษัทมองหาธุรกิจซอฟต์แวร์ที่มีฐานลูกค้าและข้อมูลเฉพาะอยู่แล้ว ก่อนส่งทีมเข้าไปเปลี่ยนผลิตภัณฑ์เดิมให้ใช้ AI สร้างโมเดลเฉพาะทางเพิ่ม และเสนอความสามารถใหม่ให้ลูกค้าเดิม กลไกนี้ทำให้การซื้อกิจการมีสองหน้าที่พร้อมกัน คือซื้อช่องทางเข้าถึงตลาดโดยไม่ต้องสร้างเครือข่ายการขายจากศูนย์ และซื้อสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลที่ช่วยพัฒนา Vertical AI สำหรับอุตสาหกรรมนั้น ๆ
เริ่มด้วยหนี้ ก่อนทุน 160 ล้าน
กลยุทธ์เข้าซื้อกิจการต้องใช้เงินทุนตั้งแต่ก่อนพิสูจน์ผลลัพธ์ คุณกรวัฒน์เล่าว่า ในช่วงแรก Amity ระดมทุนได้ยาก บริษัทจึงใช้ Private Credit และเงินกู้สนับสนุนการซื้อกิจการชุดแรก จากนั้นจึงใส่ AI เข้าไปในธุรกิจที่ซื้อมาและแสดงให้เห็นว่ารูปแบบดังกล่าวสร้างการเติบโตได้
เมื่อแนวทางเริ่มพิสูจน์ตัวเอง Amity ระดมทุนได้ 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 แล้วนำเงินไปซื้อบริษัทและปรับธุรกิจด้วย AI ต่อ ก่อนปิดรอบล่าสุดอีก 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมเงินทุนจากสองรอบเป็น 160 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เส้นทางทุนนี้สะท้อนลำดับที่สำคัญ คือรับความเสี่ยงด้วยหนี้ในระยะแรก สร้างหลักฐานจากการดำเนินงาน แล้วจึงใช้ทุนก้อนใหญ่เร่งกลยุทธ์ที่ผ่านการทดสอบแล้ว เงินทุนไม่ได้มาก่อนโมเดลธุรกิจ
รายได้ต่างประเทศ ความเร็วจากทีมภูมิภาค
แม้กำไรส่วนใหญ่มาจากนอกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คุณกรวัฒน์มองว่าทีมในไทยและภูมิภาคยังเป็นข้อได้เปรียบในการดำเนินงาน ศูนย์วิจัยของ Amity อยู่ในกรุงเทพฯ และสิงคโปร์ ขณะที่บริษัทมีผู้เชี่ยวชาญในยุโรป รวมถึงนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลจำนวนหลายร้อยคนในอินเดีย
บทบาทของทีมในภูมิภาคไม่ใช่เพียงการพัฒนาเทคโนโลยีจากสำนักงานใหญ่ คุณกรวัฒน์ให้ความสำคัญกับความเร็วในการเข้าไปทำงานร่วมกับบริษัทที่ซื้อมา ปรับผลิตภัณฑ์ และเปลี่ยนธุรกิจซอฟต์แวร์ให้ใช้ AI เขายังมองว่าคนไทยทำงานร่วมกับผู้คนหลายวัฒนธรรมได้ดี ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการเชื่อมทีมหลังการซื้อกิจการในหลายประเทศ
สิบปีแรกสร้างฐาน ก่อนรายได้เร่งตัว
คุณกรวัฒน์เล่าบนเวทีว่า Amity ใช้เวลาตั้งแต่ปี 2012 ถึง 2022 หรือประมาณ 10 ปี กว่ารายได้จะแตะ 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากนั้นใช้เวลาอีกราวสองปี ระหว่างปี 2022 ถึง 2024 เพื่อขึ้นไปถึง 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
อย่างไรก็ดี ปีที่รายได้แตะระดับ 100 ล้านดอลลาร์มีข้อมูลสองเวอร์ชัน ประกาศรอบ Series D มูลค่า 100 ล้านดอลลาร์ของ Amity เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2026 ระบุถ้อยแถลงของคุณกรวัฒน์ว่า annualized revenue ทะลุ 100 ล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรกในปี 2025 และเติบโตมากกว่า 10 เท่านับจากปี 2022 ขณะที่ประกาศของบริษัทระบุปี 2025 สำหรับปี 2026 คุณกรวัฒน์บอกว่าบริษัทกำลังเข้าใกล้รายได้ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตรงกับเป้าหมายในประกาศ Series D ที่ตั้งเป้าให้ annualized revenue ทะลุ 200 ล้านดอลลาร์ในปี 2026 ผลสุดท้ายจึงยังต้องรอบริษัทเปิดเผยอย่างเป็นทางการ ตัวเลขรายได้ทั้งหมดที่เล่าในเซสชันนี้เป็นคำบอกเล่าของคุณกรวัฒน์
เส้นทางของ Amity สะท้อนบทเรียนสำหรับบริษัทเทคโนโลยีไทยที่ตลาดในประเทศมีข้อจำกัด การแยก 'ตลาดที่สร้างรายได้' ออกจาก 'ฐานที่สร้างความสามารถในการทำงาน' อาจเป็นคำตอบที่ทำให้บริษัทจากไทยไม่จำเป็นต้องหารายได้ส่วนใหญ่ในประเทศ เพื่อรักษาความสำคัญของทีมไทย ตราบใดที่ทีมดังกล่าวช่วยให้ธุรกิจทั่วโลกปรับตัวได้เร็วและทำงานร่วมกันได้จริง
— National ITMX ประกาศความสำเร็จ NITMX Fintech Bootcamp 2026 โปรแกรมบ่มเพาะฟินเทคเชิงลึกครั้งแรกใน SEA มีผู้สมัคร 1,291 คน จาก 306 ทีม ทั่วประเทศ ก่อนคัดเหลือ 15
— กรุงศรีจัดงาน Krungsri Tech Day 2026 วันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 ณ Samyan Mitrtown Hall เปิดให้ฟรี ภายใต้แนวคิด Simplifying Life, Shifting Business with AI
— ผู้บริหารในสิงคโปร์ถูกวิดีโอ Deepfake ปลอมเป็นนายกรัฐมนตรีหลอกโอนเงินเกือบ 5 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ขณะที่ผลสำรวจในอาเซียนชี้คน 72% จับสัญญาณมิจฉาชีพได้ แต่พร้อมรั