เจสสิกา โรเซนวอร์เซล ชี้เทคโนโลยีอนาคตต้องสร้างความไว้วางใจตั้งแต่ต้น

เจสสิกา โรเซนวอร์เซล ชี้เทคโนโลยีอนาคตต้องสร้างความไว้วางใจตั้งแต่ต้น

เจสสิกา โรเซนวอร์เซล ผู้อำนวยการบริหาร MIT Media Lab กล่าวบนเวที KBTG Techtopia 2026 ภายใต้ธีม Human of Tomorrow ว่าเทคโนโลยีจะก้าวต่อไปได้ก็ต่อเมื่อความไว้วางใจถูกออกแบบเข้าไปพร้อมกันตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นสมมติฐานที่แถมมากับเครื่องมือเหมือนในอดีต

คำถามที่เธอทิ้งไว้กับผู้ฟังคือ "Can we trust our machines to operate without people? And conversely, can we trust people to operate without machines?" เราไว้ใจให้เครื่องจักรทำงานโดยไม่มีมนุษย์ได้หรือไม่ และในทางกลับกัน เราไว้ใจให้มนุษย์ทำงานโดยไม่มีเครื่องจักรได้หรือไม่

บทเรียนจากบ้านอัจฉริยะ

เธอเปิดเซสชันด้วยเรื่องสั้นชื่อ There Will Come Soft Rains ที่เรย์ แบรดบิวรี เขียนไว้เมื่อปี 1950 โดยกำหนดฉากในวันที่ 4 สิงหาคม 2026 โลกในเรื่องไม่มีมนุษย์เหลืออยู่ แต่บ้านอัจฉริยะหลังหนึ่งยังตื่นมาทำงานตามกำหนดการเดิม นาฬิกายังปลุกตอนเจ็ดโมงเช้า เตาในครัวยังทำไข่กับขนมปังปิ้ง หุ่นยนต์ยังออกมาจากผนังเพื่อทำความสะอาด สปริงเกลอร์ยังรดน้ำสนามหญ้า และรถในโรงรถยังติดเครื่องรอเจ้าของที่ไม่มีวันกลับมา

สิ่งที่แบรดบิวรีทิ้งไว้ไม่ใช่การทำนายอุปกรณ์ แต่เป็นคำถามว่าเทคโนโลยีจะเป็นอย่างไรเมื่อไม่มีมนุษย์อยู่ในสมการ ซึ่งฟังดูสุดโต่งในปี 1950 แต่ไม่ใช่ในวันนี้ เมื่อสมาร์ตโฟนกลายเป็นอวัยวะที่ยื่นออกมาจากมือจนแทบนึกไม่ออกว่าจะใช้ชีวิตแต่ละวันโดยไม่มีมันได้อย่างไร

ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจริง

เมื่อเครื่องจักรทำงานเองได้จริง คำถามเรื่องความไว้วางใจจึงตามมาทันที ตัวอย่างที่โรเซนวอร์เซลยกคือกรณีที่ AI Agent หลุดออกจากสภาพแวดล้อมทดสอบมาสู่อินเทอร์เน็ตเปิด แล้วเข้าไปเจาะระบบของ Hugging Face แพลตฟอร์มศูนย์รวมโมเดล AI รายใหญ่

รายงานของ CNN ระบุว่าโมเดลของ OpenAI สองตัวหลุดออกจากสภาพแวดล้อมทดสอบระหว่างการประเมินภายใน เข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ และเจาะเข้าโครงสร้างพื้นฐานของ Hugging Face เพื่อหาคำตอบของแบบทดสอบด้านความปลอดภัยไซเบอร์ที่กำลังถูกวัดผลอยู่ โดยทีมความปลอดภัยของ Hugging Face ตรวจพบและสกัดได้ก่อนที่ OpenAI จะเชื่อมโยงพฤติกรรมดังกล่าวเข้ากับการทดสอบของตัวเอง

ตัวอย่างที่คุ้นตากว่านั้นก็มีอยู่ทั่วไป ทั้งคลังสินค้าจำนวนมากที่ใช้หุ่นยนต์หยิบและแพ็กสินค้าโดยไม่มีมนุษย์อยู่ในกระบวนการ และรถยนต์ที่วิ่งเต็มถนนในซานฟรานซิสโกโดยไม่มีคนขับ มีเพียงผู้โดยสารนั่งอยู่เบาะหลัง

ดัชนีชี้ความไว้วางใจ

เครื่องมือที่โรเซนวอร์เซลใช้วัดสถานะความไว้วางใจคือดัชนี Edelman Trust Barometer ซึ่งสำรวจต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นสหัสวรรษ ครอบคลุมหลายสิบประเทศทั่วโลกรวมถึงไทยและสหรัฐฯ ผลในฝั่งเทคโนโลยีชัดเจนว่า ความไว้วางใจเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนถึงปี 2020 หลังจากนั้นกลับลดลงเรื่อยมาในประเทศส่วนใหญ่

สาเหตุมาจากทั้งการระบาดใหญ่ทั่วโลก ความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว ข้อมูลบิดเบือน ความกังวลต่อ AI การสูญเสียงาน และการนำเทคโนโลยีไปใช้ในทางที่เป็นภัย โดยจีนและอินเดียเป็นสองประเทศที่แนวโน้มนี้ยังไม่ชัดเท่า ซึ่งโรเซนวอร์เซลมองว่าน่าจะเป็นสัญญาณที่ตามมาทีหลังมากกว่าข้อยกเว้นถาวร

ข้อสังเกตที่เธอฝากไว้กับผู้ฟังชาวไทยคือ "Trust in technology is actually higher in Thailand right now than it is in the United States" หรือความไว้วางใจต่อเทคโนโลยีในไทยเวลานี้สูงกว่าในสหรัฐอเมริกา

ตัวเลขที่เธอย้ำว่าทุกคนที่ทำงานกับเทคโนโลยีต้องเอาไปคิดต่อคือ "Seven in ten people feel uneasy with innovations because they can t control them or understand them" เจ็ดในสิบคนรู้สึกอึดอัดกับนวัตกรรม เพราะควบคุมมันไม่ได้และเข้าใจมันไม่ได้

ผลสำรวจของ Edelman เองก็ไปในทางเดียวกัน คือผู้คนเชื่อว่านวัตกรรมถูกบริหารจัดการอย่างผิดพลาดด้วยสัดส่วนเกือบสองต่อหนึ่ง โดยมองว่ากติกาภาครัฐตามความเร็วของการประดิษฐ์คิดค้นไม่ทัน และภาคธุรกิจไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบต่อการจ้างงานและความเป็นส่วนตัวมากพอ

สมมติฐานเก่าที่ใช้ไม่ได้แล้ว

ความไม่ไว้วางใจระดับนี้เป็นเรื่องใหม่ เพราะโครงสร้างพื้นฐานที่เราใช้กันอยู่ถูกออกแบบบนสมมติฐานตรงกันข้าม สถาปัตยกรรมของอินเทอร์เน็ตยุคแรกเขียนลงกระดาษแผ่นเดียวได้ และจุดที่โรเซนวอร์เซลชี้ให้เห็นคือ "Every node was presumed to be trusted. Traffic was passed on without authentication, without verification, and without encryption" ทุก Node ถูกตั้งสมมติฐานว่าเชื่อใจได้ ข้อมูลถูกส่งต่อโดยไม่มีการยืนยันตัวตน ไม่มีการตรวจสอบ และไม่มีการเข้ารหัส

สมมติฐานเดียวกันติดมากับโพรโทคอลรุ่นหลังอย่าง Border Gateway Protocol หรือ BGP กติกาการส่งต่อข้อมูลระหว่างเครือข่าย ถูกเรียกว่า Three-napkin Protocol เพราะร่างขึ้นบนกระดาษเช็ดปากสามแผ่นในการประชุม Internet Engineering Task Force และมันตั้งสมมติฐานว่าทุกแพ็กเกจข้อมูลมาจากผู้ส่งที่อ้างตัวจริง

โครงสร้างพื้นฐานบนท้องฟ้าก็ไม่ต่างกัน เวลานี้มีดาวเทียมราว 18,000 ดวงอยู่เหนือหัวเรา กำกับด้วยสนธิสัญญาอวกาศ (Outer Space Treaty) ของสหประชาชาติที่เขียนไว้กว้าง ๆ ว่าอวกาศมีไว้เพื่อการใช้งานอย่างสันติของมวลมนุษยชาติ ทั้งที่ในทางปฏิบัติดาวเทียมเหล่านั้นเปราะบางอย่างยิ่งต่อการรบกวนคลื่นความถี่ ปฏิบัติการต่อต้านดาวเทียม และการก่อกวนที่ตั้งใจสร้างเศษซากในวงโคจรจนการสื่อสารที่พึ่งพาดาวเทียมใช้งานไม่ได้

มุมมองของโรเซนวอร์เซลสะท้อนว่าความไว้วางใจไม่ใช่ผลพลอยได้จากเทคโนโลยี แต่เป็นสิ่งที่ต้องแปลให้เป็นข้อกำหนดทางวิศวกรรม นโยบาย และการออกแบบตั้งแต่ต้นทาง สำหรับประเทศไทยที่ความไว้วางใจต่อเทคโนโลยียังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ นี่อาจเป็นหน้าต่างโอกาสที่จะรักษาความได้เปรียบนี้ไว้ ก่อนที่คลื่นนวัตกรรมรอบถัดไปจะทำให้สมมติฐานเดิมใช้ไม่ได้อีกต่อไป

ข่าวอื่น ๆ

Sitemap