
- เทคโนโลยี
- กองบรรณาธิการ
คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวบนเวที KBTG Techtopia 2026 ภายใต้ธีม Human of Tomorrow ว่า การเปลี่ยนผ่านของไทยต้องมองภาพกว้างกว่าการปรับตัวเรื่องทักษะหรือเทคโนโลยี เพราะคนและธุรกิจกำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน ตั้งแต่ภูมิรัฐศาสตร์ การค้า สิ่งแวดล้อม โครงสร้างประชากร ไปจนถึงดิจิทัลและ AI
โลก 5D ที่ไทยใช้ท่าทีเดิมไม่ได้
คุณศุภจีสรุปแรงกดดันที่ประเทศไทยกำลังเผชิญผ่านกรอบ 5D ได้แก่ Decoupling, Diversification, Decarbonization, Demographics และ Digital/AI โดย Decoupling สะท้อนโลกที่ขั้วอำนาจมีแนวคิดและกติกาแตกต่างกันมากขึ้น ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์จึงเชื่อมกับเศรษฐกิจ การค้า และห่วงโซ่อุปทานโดยตรง สำหรับประเทศขนาดกลางอย่างไทย การหาจุดยืนในโลกหลายขั้วต้องอาศัยความยืดหยุ่นมากกว่านโยบายแบบเดิม
ด้าน Diversification แม้การส่งออกและการลงทุนจะช่วยพยุงเศรษฐกิจ แต่ประโยชน์ยังกระจุกตัว คุณศุภจีระบุว่า ไทยมีผู้ส่งออกราว 30,000 ราย โดยกว่า 22,000 รายเป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม ทว่ากลุ่มนี้สร้างมูลค่าการส่งออกเพียงราว 13-14% จากยอดส่งออกรวมประมาณ 11.1 ล้านล้านบาท ขณะเดียวกัน การส่งออกไปสหรัฐฯ และจีนรวมกันคิดเป็นประมาณหนึ่งในสามของทั้งหมด ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนโจทย์สองด้าน คือต้องกระจายตลาดไปยังภูมิภาคอื่น พร้อมทำให้โอกาสจากการค้าระหว่างประเทศลงไปถึงผู้ประกอบการรายเล็กมากขึ้น
ส่วน Decarbonization และ Demographics เป็นแรงกดดันที่ทับซ้อนกัน กฎสิ่งแวดล้อมกำลังกลายเป็นเงื่อนไขทางการค้า ขณะที่จำนวนประชากรไทยลดลงและสังคมสูงวัยทำให้แรงงานเข้าสู่ระบบน้อยลง ภาระการดูแลเพิ่มขึ้น และกำลังซื้อภายในประเทศมีแนวโน้มลดลง เมื่อไทยต้องพึ่งตลาดต่างประเทศมากขึ้น ความผันผวนของโลกยิ่งส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยโดยตรง
D สุดท้ายคือ Digital/AI ซึ่งทำหน้าที่ทั้งสร้างโอกาสและขยายช่องว่าง คุณศุภจียกตัวอย่างว่า ต่อให้อยู่ในอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต ผู้ประกอบการทุกคนก็ไม่ได้เป็นผู้ชนะโดยอัตโนมัติ ความแตกต่างอยู่ที่ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสร้างคุณค่า เพิ่มประสิทธิภาพ และออกแบบสิ่งที่คู่แข่งทำได้ยาก
จาก Digital Adoption สู่การเปลี่ยนธุรกิจทั้งระบบ
ข้อมูลที่คุณศุภจีนำเสนอบนเวทีชี้ว่า ไทยยังมีระยะทางให้พัฒนาอีกมาก ใน IMD World Digital Competitiveness Ranking ประเทศไทยอยู่ในอันดับ 29 จาก 69 เขตเศรษฐกิจ ด้านเทคโนโลยี อันดับ 37 ด้านความรู้ และอันดับ 45 ด้านความพร้อมสำหรับอนาคต
ส่วนข้อมูลของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA จัดให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมจำนวนมากยังอยู่ในกลุ่ม Digital Follower ซึ่งนำเทคโนโลยีมาใช้ได้บางส่วน แต่ยังเปลี่ยนความสามารถดังกล่าวให้เป็นความได้เปรียบทางการแข่งขันได้ไม่เต็มที่ ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่หลายแห่งขยับสู่ Digital Native แล้ว แต่ยังเชื่อมทั้งระบบนิเวศได้ไม่สมบูรณ์
ภาพนี้ทำให้เส้นแบ่งสำคัญอยู่ระหว่าง การนำเทคโนโลยีมาใช้ กับ การเปลี่ยนองค์กรด้วยเทคโนโลยี คุณศุภจีระบุว่า การเปลี่ยนผ่านที่แท้จริงต้องเกิดขึ้นพร้อมกันสามระดับ ได้แก่ People Transformation ที่พัฒนาคนและทักษะ, Process Transformation ที่ออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ และ Business Transformation ที่ใช้เทคโนโลยีสร้างรูปแบบธุรกิจหรือแหล่งรายได้ใหม่ หากองค์กรซื้อเครื่องมือใหม่ แต่คนยังทำงานด้วยวิธีเดิม กระบวนการยังแยกส่วน และตัวธุรกิจยังสร้างคุณค่าแบบเดิม ผลลัพธ์ย่อมไปไม่ถึงการเปลี่ยนผ่านทั้งองค์กร
สี่ฐานที่ต้องสร้างพร้อมกัน
การเปลี่ยนผ่านระดับประเทศต้องมีฐานรองรับสี่ด้าน คุณศุภจีเริ่มจาก คน เพราะทักษะเป็นจุดตั้งต้นของการนำ Digital และ AI มาใช้จริง แต่ทักษะเพียงอย่างเดียวยังไม่พอ หากขาดโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้ประชาชนและธุรกิจเข้าถึงเทคโนโลยีได้
ส่วนอีกสามฐานคือ กฎ กติกา และความปลอดภัย การใช้ AI ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยข้อมูลบิดเบือน ข่าวปลอม และความเสี่ยงทางไซเบอร์ต้องมาพร้อมการกำกับดูแลที่เหมาะสม รวมถึงความสามารถในการตรวจสอบว่าข้อมูลใดควรเชื่อถือและนำไปใช้ตัดสินใจได้ ฐานสุดท้ายคือพลังงาน เพราะโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและ Data Center ต้องมีพลังงานรองรับอย่างเพียงพอและควรเป็นพลังงานสะอาด นโยบายเทคโนโลยีจึงต้องเดินคู่กับนโยบายพลังงาน
ในมุมของภาครัฐ คุณศุภจีวางแนวทางการเปลี่ยนผ่านไว้สามแกน แกนแรกคือ Digital Government ที่เชื่อมข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้การออกนโยบายแม่นยำและทำงานได้เร็วขึ้น ตัวอย่างหนึ่งคือการเชื่อมข้อมูลภาครัฐ 13 หน่วยงานเพื่อตรวจสอบความเสี่ยงเรื่องนอมินีในการจดทะเบียนธุรกิจ โดยนำข้อมูลหลายชุดมาประกอบกันก่อนรับจดทะเบียน กระทรวงพาณิชย์ระบุว่า แนวทางนี้ช่วยลดการจดทะเบียนบริษัทที่มีความเสี่ยงเป็นนอมินีลง 81% ณ สิ้นเดือนสิงหาคม โดยเชื่อมข้อมูลที่ภาครัฐมีอยู่ และผู้พูดระบุว่าแนวทางนี้ไม่ได้ใช้งบประมาณเพิ่ม
แกนที่สองคือการพัฒนาผู้ประกอบการผ่าน DBD Academy ให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมฝึกใช้เครื่องมือด้านบัญชี สินค้าคงคลัง และการตั้งราคา เทคโนโลยีจึงถูกแปลงจากแนวคิดกว้าง ๆ ให้เป็นงานหลังบ้านที่ช่วยลดต้นทุนและตัดสินใจได้ดีขึ้น แกนที่สามคือการสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมธุรกิจขนาดใหญ่กับผู้ประกอบการรายเล็กตลอดห่วงโซ่อุปทาน พร้อมลดภาระจากใบอนุญาตและหนังสือรับรองหลายชุด หากหน่วยงานรัฐแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ ผู้ประกอบการก็ควรส่งข้อมูลซ้ำให้น้อยลง
ตลาดอนาคตต้องคิดทั้งขาเข้าและขาออก
การเปลี่ยนผ่านของไทยยังต้องมองการเชื่อมต่อกับต่างประเทศสองทิศทาง ฝั่งขาเข้า คุณศุภจีเสนอให้เปลี่ยนมุมมองจาก Tourism Economy ไปสู่ Visitor Economy โดยทำความเข้าใจวัตถุประสงค์ของผู้มาเยือนแต่ละกลุ่ม ไม่ว่าจะเข้ามาท่องเที่ยว รักษาพยาบาล เรียนหนังสือ ทำงาน หรือพำนักระยะยาว แล้วออกแบบบริการ กติกา และประสบการณ์ให้เหมาะกับแต่ละกลุ่ม แนวคิดเดียวกันครอบคลุมการทำให้ไทยเป็นจุดหมายของบุคลากรเทคโนโลยีจากต่างประเทศ เพื่อเติมกำลังคนในวันที่ประชากรวัยทำงานของไทยลดลง การดึงคนเก่งเข้ามาจึงต้องเดินคู่กับการพัฒนาทักษะของคนในประเทศ
ฝั่งขาออกคือการขยายตลาดผ่าน ASEAN Digital Economy Framework Agreement หรือ DEFA กรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียนที่มุ่งทำให้กติกาและการทำธุรกรรมดิจิทัลระหว่างประเทศสมาชิกเชื่อมต่อกันมากขึ้น จากตลาดไทยที่มีประชากรราว 60 กว่าล้านคน ธุรกิจอาจเข้าถึงตลาดอาเซียนที่มีผู้บริโภคมากกว่า 600 ล้านคน หากระบบการชำระเงินและข้อมูลเชื่อมต่อกันได้จริง
สำหรับผู้อ่านไทย มุมมองของคุณศุภจีชี้ว่าการเปลี่ยนผ่านจะสำเร็จได้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งการยกระดับทักษะแรงงาน การออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ และการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อให้ธุรกิจรายเล็กเข้าถึงโอกาส โดยมีภาครัฐทำหน้าที่เชื่อมข้อมูลและลดภาระกฎเกณฑ์ ขณะที่แนวโน้มต่อไปจะขึ้นอยู่กับว่าองค์กรและหน่วยงานต่าง ๆ จะแปลงแผนเหล่านี้ไปสู่การปฏิบัติได้เร็วเพียงใด ท่ามกลางแรงกดดัน 5D ที่ยังคงดำเนินอยู่
— National ITMX ประกาศความสำเร็จ NITMX Fintech Bootcamp 2026 โปรแกรมบ่มเพาะฟินเทคเชิงลึกครั้งแรกใน SEA มีผู้สมัคร 1,291 คน จาก 306 ทีม ทั่วประเทศ ก่อนคัดเหลือ 15
— กรุงศรีจัดงาน Krungsri Tech Day 2026 วันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 ณ Samyan Mitrtown Hall เปิดให้ฟรี ภายใต้แนวคิด Simplifying Life, Shifting Business with AI
— ผู้บริหารในสิงคโปร์ถูกวิดีโอ Deepfake ปลอมเป็นนายกรัฐมนตรีหลอกโอนเงินเกือบ 5 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ขณะที่ผลสำรวจในอาเซียนชี้คน 72% จับสัญญาณมิจฉาชีพได้ แต่พร้อมรั