
- เทคโนโลยี
- กองบรรณาธิการ
ในปี 2024 รายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปีของคนไทยอยู่ที่ประมาณ 260,000 บาท ขณะที่คนบังกลาเทศมีรายได้เฉลี่ยเพียงราว 90,000 บาท หรือน้อยกว่าไทยราว 3 เท่า แต่เมื่อเกิดภัยพิบัติจากพายุไซโคลน ประเทศที่จนกว่ากลับลดอัตราการเสียชีวิตลงได้กว่า 100 เท่าในรอบ 40 ปี จากที่เคยมีผู้เสียชีวิตกว่า 500,000 คนในปี 1970 เหลือไม่ถึง 30 คนในปี 2020
เรื่องนี้น่าสนใจเพราะบทสนทนาเรื่องรับมือน้ำท่วมของไทยมักอ้างอิงเนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น หรือสิงคโปร์ ซึ่งล้วนเป็นประเทศรวยที่ลงทุนโครงสร้างมหึมา แต่บังกลาเทศพิสูจน์ว่าการเซฟชีวิตคนไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเทคโนโลยีราคาแพงเสมอไป
จาก 5 แสน สู่ 30 ชีวิต
ย้อนไปปี 1970 พายุไซโคลนโบลาซัดถล่มบังกลาเทศ คร่าชีวิตคนไปถึง 500,000 คน นับเป็นหนึ่งในภัยพิบัติที่คร่าชีวิตคนมากที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ต่อมาในปี 1991 พายุใหญ่อีกลูกยังคร่าชีวิตคนไปเกือบ 150,000 คน นั่นคือจุดที่บังกลาเทศตัดสินใจปฏิวัติตัวเองใหม่ทั้งหมด
ผลลัพธ์ปรากฏชัดในปี 2007 เมื่อพายุไซโคลนซิดร์ถล่ม ผู้เสียชีวิตลดลงเหลือราว 4,000 คน และในปี 2020 พายุไซโคลนอำพันซึ่งเป็นหนึ่งในพายุที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์อ่าวเบงกอล กลับมีผู้เสียชีวิตไม่ถึง 30 คน เพราะสามารถอพยพคนกว่า 2 ล้านคนออกไปยังที่ปลอดภัยได้ทันก่อนพายุขึ้นฝั่ง
พายุไม่ได้อ่อนกำลังลงเลย และความเสียหายต่อบ้านเรือนยังเกิดขึ้น แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือคนไม่ต้องสังเวยชีวิตอีกต่อไป
อาสาสมัครเคาะประตู 7 หมื่นคน
แม้มีเรดาร์ราคาแพงหรือดาวเทียมแม่นยำแค่ไหน คำเตือนก็ไร้ประโยชน์ถ้าไปไม่ถึงชาวประมงกลางทะเลหรือคุณยายที่อยู่บ้านไม้ริมน้ำ ในวงการภัยพิบัติเรียกปัญหานี้ว่า Last Mile หรือระยะทางช่วงสุดท้าย ซึ่งเป็นช่องว่างระหว่างคำเตือนจากส่วนกลางกับการตัดสินใจลุกขึ้นอพยพของชาวบ้าน
บังกลาเทศอุดช่องว่างนี้ด้วยโครงการอาสาสมัครเตือนภัย (CPP) ที่มีอาสาสมัครในหมู่บ้านกว่า 70,000 คนกระจายตามชายฝั่ง คนเหล่านี้เป็นคนในพื้นที่ที่ชาวบ้านรู้จักและไว้วางใจ เมื่อมีสัญญาณเตือน พวกเขาจะถือโทรโข่ง ลำโพงพกพา และไซเรนมือถือ เดินเคาะประตูแจ้งข่าวด้วยภาษาบ้าน ๆ พร้อมช่วยพาเด็กเล็กไปที่ปลอดภัย
จุดที่น่าสนใจคือ บังกลาเทศบังคับให้ชุดอาสาสมัครต้องมีผู้หญิงครึ่งหนึ่ง เพราะผู้หญิงและเด็กมักเป็นกลุ่มที่อพยพยากที่สุด การให้อาสาสมัครผู้หญิงเข้าไปพูดคุยจึงช่วยให้การพาคนออกจากบ้านสำเร็จสูงขึ้นมาก
โรงเรียนที่กลายเป็นศูนย์หลบภัย
คำเตือนที่ดีเพียงใดก็ไร้ความหมาย ถ้าชาวบ้านออกจากบ้านแล้วไม่รู้จะไปนอนที่ไหน แทนที่จะทุ่มงบสร้างอาคารหลบภัยขนาดยักษ์ทิ้งไว้รอวันพายุเข้า บังกลาเทศเลือกแนวคิด Dual-use Architecture หรืออาคารใช้งานสองทาง
หลังพายุใหญ่ปี 1991 รัฐบาลเร่งสร้างอาคารคอนกรีตแข็งแรงนับพันแห่งตามแนวชายฝั่ง ในวันธรรมดาอาคารเหล่านี้คือโรงเรียนประถมให้เด็กนั่งเรียนหนังสือ แต่เมื่อมรสุมเข้าจะถูกแปลงเป็นศูนย์หลบภัยไซโคลนทันที งบประมาณก้อนเดียวจึงได้ทั้งที่เรียนของลูกหลานและที่พึ่งพิงช่วยชีวิตคนทั้งชุมชนในยามวิกฤต
จ่ายเงินก่อนน้ำท่วม
อีกบทเรียนที่บังกลาเทศนำมาใช้คือแนวคิด Anticipatory Action หรือการช่วยเหลือล่วงหน้า เพราะปกติความช่วยเหลือมักมาถึงหลังน้ำลด เมื่อบ้านพังไปแล้วหรือสายเกินไปจนชาวบ้านหมดตัว
บังกลาเทศร่วมมือกับองค์กรระดับโลกใช้ข้อมูลพยากรณ์อากาศผูกกับระบบโอนเงินมือถือ เมื่อพยากรณ์ชัดเจนว่าน้ำจะท่วมในไม่กี่วัน ระบบจะโอนเงินช่วยเหลือเข้ากระเป๋าเงินดิจิทัลของชาวบ้านทันที ในการทดลอง เงินถูกส่งถึงมือชาวบ้านล่วงหน้า 4 วันก่อนระดับน้ำขึ้นสูงสุด
ผลประเมินอิสระจากข้อมูลกว่า 9,000 ครัวเรือนพบว่า ครอบครัวที่ได้เงินก่อนน้ำมา มีโอกาสอดอาหารทั้งวันน้อยกว่า 36% มีโอกาสอพยพสมาชิกในบ้านและปศุสัตว์ได้มากกว่า และสามเดือนหลังน้ำท่วมยังกินได้ดีกว่า สูญเสียทรัพย์สินน้อยกว่า และต้องกู้เงินดอกเบี้ยแพงน้อยกว่า
เงินแค่นับพันบาทที่ไปถึงล่วงหน้าไม่กี่วัน จึงเปลี่ยนชีวิตคนได้มหาศาล ชาวบ้านมีเงินซื้ออาหารสำรอง จ้างรถย้ายวัวควาย และพาคนแก่หนีน้ำได้ทัน
บทเรียนถึงแม่สายและไทย
ย้อนมองมหาอุทกภัยปี 2554 ที่สร้างความเสียหายสูงถึง 1.43 ล้านล้านบาท นิคมอุตสาหกรรมชะงัก และชิปกับชิ้นส่วนรถยนต์ขาดแคลนไปทั่วโลก ไทยยังต้องมีโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เพื่อปกป้องพื้นที่เศรษฐกิจอยู่แน่นอน
แต่ในมุมการเซฟชีวิตคน จุดสลบของไทยยังอยู่ที่ Last Mile เช่นเดียวกับบังกลาเทศ เหตุน้ำท่วมหนักที่แม่สายเมื่อปี 2567 เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ออกมาพูดตรง ๆ ผ่านสื่อว่า ประกาศเตือนภัยจากส่วนกลางเต็มไปด้วยศัพท์เทคนิคและตัวเลขปริมาณน้ำฝนที่ชาวบ้านอ่านแล้วไม่เข้าใจว่าสรุปรุนแรงแค่ไหน แม้ผู้ใหญ่บ้านช่วยประกาศต่อ แต่เมื่อข้อความไม่ชัดเจน ชาวบ้านส่วนใหญ่จึงเลือกระวังภัยในระดับต่ำ ไม่ยอมย้ายรถหรือออกจากบ้าน รู้ตัวอีกทีน้ำก็ทะลักเชี่ยวจนออกจากบ้านไม่ได้
กรณีของบังกลาเทศจึงชี้ให้เห็นว่ากุญแจสำคัญอาจไม่ใช่เทคโนโลยีล้ำสมัย แต่เป็นการลงทุนในคน ข้อมูล และการจ่ายเงินให้เร็วขึ้นก่อนภัยมาถึง ซึ่งล้วนเป็นบทเรียนที่ไทยนำมาปรับใช้ได้โดยไม่ต้องรอโครงสร้าง巨型
— National ITMX ประกาศความสำเร็จ NITMX Fintech Bootcamp 2026 โปรแกรมบ่มเพาะฟินเทคเชิงลึกครั้งแรกใน SEA มีผู้สมัคร 1,291 คน จาก 306 ทีม ทั่วประเทศ ก่อนคัดเหลือ 15
— กรุงศรีจัดงาน Krungsri Tech Day 2026 วันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 ณ Samyan Mitrtown Hall เปิดให้ฟรี ภายใต้แนวคิด Simplifying Life, Shifting Business with AI
— ผู้บริหารในสิงคโปร์ถูกวิดีโอ Deepfake ปลอมเป็นนายกรัฐมนตรีหลอกโอนเงินเกือบ 5 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ขณะที่ผลสำรวจในอาเซียนชี้คน 72% จับสัญญาณมิจฉาชีพได้ แต่พร้อมรั