แรงตึงเครียดพุ่ง! ชาวอิสราเอลในไทยจุดชนวนถกกฎหมายคนต่างชาติ ถือครองที่ดิน- nominee

แรงตึงเครียดพุ่ง! ชาวอิสราเอลในไทยจุดชนวนถกกฎหมายคนต่างชาติ ถือครองที่ดิน- nominee

แรงตึงเครียดและเหตุการณ์ปะทุ

แรงตึงเครียดเกี่ยวกับการพำนักของชุมชนชาวอิสราเอลในหลายพื้นที่ของประเทศไทยทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะประเด็นข้อสงสัยเรื่องการถือครองที่ดินและการใช้ตัวแทนอำพราง (nominee) ถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนที่หน่วยงานความมั่นคงและภาคประชาสังคมจับตามองอย่างใกล้ชิด

เหตุการณ์ปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 เมื่อชาวไทยและชาวต่างชาติรวมตัวกันหน้าศูนย์Chabad-Lubavitch ในเมืองป่าตอง จังหวัดภูเก็ต เพื่อประท้วงการจัดงานฉลองปีใหม่ยิว (Rosh Hashanah) ที่จัดขึ้นในพื้นที่ดังกล่าว ก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 10 กันยายน ได้มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงรวมถึงนางสาวกมลรัตน์ อัครพงษ์ อธิบดีกรมการกงสุล และนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เข้าพบหารือกับชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ หลังเกิดเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติ

ท่าทีของทางการไทย

นายศักดิ์ดา กล่าวภายหลังการประชุมว่า ทางการจะดำเนินการทางกฎหมายกับชาวต่างชาติที่ฝ่าฝืนกฎระเบียบ และเรียกร้องให้ชาวต่างชาติเคารพกฎหมายไทย ตลอดจนขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยระบุว่ากรณีนี้ควรได้รับการจัดการผ่านความร่วมมือระหว่างไทยและอิสราเอล ด้านนางสาวกมลรัตน์ระบุว่า ผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายจะต้องเผชิญกับผลที่ตามมา รวมถึงการเนรเทศออกนอกประเทศในกรณีที่เหมาะสม

พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยในคลิปวิดีโอภาษาไทยเมื่อวันที่ 10 กันยายนว่า ประเทศไทยไม่ได้เพิกเฉยต่อปัญหา และกำลังทำงานอย่างใกล้ชิดกับสถานทูตอิสราเอล องค์กรชุมชนชาวยิวไทย และเจ้าหน้าที่อิสราเอล พร้อมย้ำว่าการติดตามตรวจสอบชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มที่อาจเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมข้ามชาติและการก่อการร้าย

พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ได้คัดกรองบุคคลในบัญชีเฝ้าระวังหลายราย เช่น ผู้นำกลุ่มติดอาวุธอิสลามกลุ่มเจมาห์ อิสลามียะห์ (JI) และนายวิกเตอร์ บูต พ่อค้าอาวุธชาวรัสเซีย รวมถึงกรณีที่ชาวต่างชาติบางรายใช้การสมรสกับคนไทย การทำธุรกิจผิดกฎหมาย หรือการถือครองที่ดินผ่าน nominee ซึ่งอาจเป็นความเสี่ยงด้านความมั่นคง ขณะที่ พ.ต.อ.วัฒนายิ่ง วรพงษ์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ "อาจารย์วัฒน์" ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและกิจการต่างประเทศ ระบุว่าการเฝ้าระวังชาวอิสราเอลเป็นเพียง "ยอดภูเขาน้ำแข็ง" ของการจำกัดการติดตามชาวต่างชาติในไทย

นางสาวอัญชนา เรืองตระกูล อาจารย์ด้านรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวถึงความกังวลว่าการใช้ nominee อย่างแพร่หลายอาจส่งผลให้รัฐสูญเสียการควบคุมทรัพยากรทางเศรษฐกิจ และชี้ว่าการกระจุกตัวของชุมชนปิดในพื้นที่บางแห่งอาจกลายเป็นฐานของอาชญากรรมข้ามชาติและความเสี่ยงด้านความมั่นคง เธอย้ำว่าข้อกังวลเหล่านี้ต้องประเมินจากหลักฐาน ไม่ใช่เพียงข้อสงสัย

ช่องโหว่ระบบและแนวโน้มต่อไป

รายงานยังระบุด้วยว่าไทยยังคงขาดระบบติดตามชาวต่างชาติหลังการเข้าเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะประเด็นการออกวีซ่า การตรวจคนเข้าเมือง และการถือครองที่ดิน ซึ่งมีหน่วยงานหลายแห่งเกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงการต่างประเทศ และกรมที่ดิน ขณะที่ข้อมูลจากกรมที่ดินและกรมพัฒนาธุรกิจการค้าชี้ว่า นิติบุคคลที่ถือหุ้นโดยชาวต่างชาติจำนวน 63,772 แห่ง ถือครองที่ดินรวม 503,838 ไร่ คิดเป็นมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท โดยกระจุกตัวในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมทั้งจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ เช่น ภูเก็ต ชลบุรี และสุราษฎร์ธานี

แนวโน้มต่อไปคือการจับตาว่ารัฐบาลไทยจะผลักดันมาตรการกำกับดูแลชาวต่างชาติที่เข้มงวดขึ้นหรือไม่ ทั้งการปรับระบบตรวจคนเข้าเมือง การทบทวนการถือครองที่ดินผ่านตัวแทน และการสร้างกลไกป้องกันการใช้ประเทศไทยเป็นฐานของขบวนการข้ามชาติ โดยเฉพาะในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญอย่างกรุงเทพฯ ภูเก็ต และมาบตาพุด ซึ่งยังคงเป็นจุดที่ต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง

ข่าวอื่น ๆ

Sitemap